แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - siritidaphon

หน้า: [1] 2 3 4
1
กระแสสังคมสมัยนี้อย่างไรก็ต้องขาวไว้ก่อน จึงทำให้สาวๆต้องสรรหาสารพัดวิธีมาบำรุงผิวให้ผิว กระจ่างใสดูดีมีออร่า สุขภาพดี ส่วนสาวผิวคล้ำบางคนที่อยากมีผิวกระจ่างใสแบบนั้นบ้าง จึงยอมเข้าคอร์สทำผิว ยิงเลเซอร์จนกระเป๋าสตางค์ฉีก ผิวก็ไม่ใสสักที

วิตามินซีทำให้ผิวขาวจริงหรอ?
วิตามินซี ดูเหมือนจะเป็นอาหารเสริมที่ได้รับความนิยมในกลุ่มของสาวๆ ที่อยากมีผิวที่ดูมีออร่า ยิ่งเรื่องความขาวใสของผิวแล้วล่ะก็ สายเฮลท์ตี้คงไม่พลาดแน่นอนค่ะ ซึ่งวิตามินซีมีสาร Antioxidant ที่สามารถเข้าไปช่วยทำให้ผิวขาวขึ้น ช่วยลดการเกิดขึ้นของเม็ดสีเมลานิน แก้ปัญหาจุดด่างดำ เมื่อกินไปนานๆ เข้า ก็ทำให้ผิวดูขาวมากขึ้นกว่าผิวเดิมและยังช่วยลดจุดด่างดำ จึงทำให้ผิวดูมีสุขภาพดีมากขึ้น ส่วนความใสของผิวหน้าหลังจากที่กินวิตามินซี ก็มีส่วนที่ช่วยทำให้ใสขึ้นได้เช่นเดียวกัน เพราะวิตามินซีช่วยทำให้ผิวชุ่มชื่น และผิวดูเรียบเนียนเป็นสีเดียวกัน แต่การทานอาหารเสริมเป็นเพียงตัวช่วยอย่างหนึ่งเท่านั้น แค่วิตามินซีเพียงอย่างเดียวอาจจะไม่เพียงพอ

หากพูดเรื่องความขาวใสแล้วล่ะก็การเลือกทานวิตามินซี เป็นอีกวิธีบำรุงผิวยอดนิยมและเป็นอันดับต้นๆที่สาวหลายคนนึกถึง วิตามินซี เป็นหนึ่งในวิตามินที่ร่างกายมีความต้องการสูง เนื่องจากมีส่วนช่วยในการเสริมสร้างภูมิต้านทาน ต่อต้านอนุมูลอิสระและช่วยบำรุงผิวพรรณได้อย่างดี ดังนั้นเราจึงต้องเสริมวิตามินซีให้เพียงพอต่อความต้องการอยู่เสมอ โดยปกติร่างกายของเราจะสามารถรับวิตามินซีได้วันละไม่เกิน 1,000 mg. หรือครั้งละ 500 mg. /ครั้ง หากร่างกายได้รับวิตามินซีในปริมาณที่มากเกิน ร่างกายจะขับวิตามินซีออกมาทางปัสสาวะ ซึ่งเราสามารถหาวิตามินซีได้จากพืชผักผลไม้ทั่วไปเช่น ส้ม แอปเปิ้ล สตรอเบอรี่ สับปะรด และยังมีวิตามินซีที่อยู่ในรูปของอาหารเสริมค่ะ

เลเซอร์ วุฒิศักดิ์
สาวๆ ต้องให้ความสนใจปัจจัยภายนอก ควรป้องกันและหลีกเลี่ยงแสงแดด การทำงานกลางแจ้ง หรือเลี่ยงการปล่อยให้ผิวสัมผัสกับแสงแดดและความร้อนโดยตรงเป็นเวลานาน

อยากสวยไว ๆ ทำเลเซอร์ดีไหม….
การทำเลเซอร์เพื่อกระตุ้นให้ผิวขาวใสขึ้น เพราะเป็นวิธีที่ทำให้ได้เห็นผลไวและใช้เวลาไม่นาน ซึ่งวิธีนี้อาจเสี่ยงต่อการได้รับอันตรายจากสารเคมีที่นำเข้าสู่ร่างกายโดยตรง และเสี่ยงผลข้างเคียงแถมยังต้องเสียเงินแพงอีกด้วย และในการทำเลเซอร์บนผิวหนังเราต้องคอยดูแลผิวหลังการทำเลเซอร์อย่างถูกวิธี เพื่อให้ผลลัพธ์ของการทำเลเซอร์ผิวหนังออกมาดีโดยเกิดผลข้างเคียงน้อยที่สุด

เลเซอร์ผิวหนัง
คุณสาวๆ ทราบหรือไม่ว่าการรักษาหรือปรับสภาพผิวโดยการใช้แสงเลเซอร์เป็นการใช้พลังงานจากแสงที่มีความยาวคลื่นเฉพาะ ส่งไปยังเซลล์เป้าหมายบนผิวหนังที่ดูดซับพลังงานแสงได้ดี ทำให้เกิดการทำลายเซลล์เป้าหมายนั้นอย่างเฉพาะเจาะจง เช่น การลบริ้วรอย จุดด่างดำ หรือแก้ปัญหารูขุมขนกว้าง แต่ยังรวมไปถึงการรักษาภาวะบางอย่างได้ด้วย เช่น เนื้องอกผิวหนังเล็กๆ น้อยๆ หูด กระเนื้อ อีกด้วยค่ะ

การทำเลเซอร์ผิวหนังมีกี่ชนิด

การทำเลเซอร์แบ่งออกเป็น 2 ชนิดใหญ่ๆ คือ เลเซอร์ชนิดที่ทำให้เกิดแผล คือทำเลเซอร์เสร็จแล้วเกิดแผล ทั้งแบบเกิดแผลบางส่วน หรือเกิดแผลเต็มพื้นที่ ซึ่งเลเซอร์ชนิดที่ไม่ทำให้เกิดแผล เมื่อแสงเลเซอร์มากระทบผิวหนัง เซลล์เป้าหมายจะรับพลังงานแสงไว้ และจะมีการเปลี่ยนแปลงพลังงานที่ได้รับให้เป็นความร้อน ส่งผลให้เกิดการทำลายเซลล์เป้าหมายนั้น ภายหลังการรักษาด้วยเลเซอร์

เซลล์ผิวหนังที่ต้องการทำลายจะถูกทำลายไป โดยกรณีที่ใช้เลเซอร์ที่ทำให้เกิดแผล จะมีการหลุดลอกของเซลล์ผิวหนังชั้นบนออกไปด้วย จากนั้นร่างกายมีกระบวนการซ่อมแซมผิวหนังบริเวณนั้น และมีการหายของแผลเกิดขึ้น ทำให้ผิวกลับสู่สภาพปกติ


ขาวใส ผิวใสเวอร์ ไม่ต้องง้อเลเซอร์ ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.beautysanta.com/ขาวใสวุฒิศักดิ์/

2
อาหาร / รวม สูตรอาหาร กับแกล้มปาร์ตี้
« เมื่อ: มิถุนายน 13, 2018, 02:22:25 PM »
หากพูดถึงเรื่องงานปาร์ตี้สังสรรค์แล้ว ก็คงจะขาดสิ่งที่เรียกว่า “กับแกล้ม” ไม่ได้แน่ สำหรับใครที่ชอบแฮงค์เอาท์ที่บ้านอยู่บ่อยครั้ง วันนี้เราได้รวบรวม สูตรอาหาร ทุกเมนูยอดฮิตมาไว้ให้แล้วค่ะ

รับรองว่าเพื่อนๆ ในงานต้องติดใจฝีมือคุณแน่นอน
หากคุณเป็นอีกคนหนึ่งที่ชอบการสังสรรค์ และเป็นคนชอบทำกับข้าว วันหยุดวีคเอนด์นี้ ถ้ายังไม่มีโปรแกรมไปเที่ยวที่ไหน ลองชวนเพื่อนๆ มาร่วมแฮงก์เอาท์ชิลๆ ที่บ้านกันดูค่ะ แสดงฝีมือทำอาหารให้เขาชิมสิคะ โดยใช้เมนูกับแกล้มสุดฮิตที่ทุกปาร์ตี้จะต้องมี ถ้ายังนึกเมนู หรือ สูตรอาหาร ไม่ออก ลองมาดูเมนูที่เราเตรียมไว้ให้ บอกได้คำเดียวว่า จัดเต็มทุกเมนู! รับรองว่าเพื่อนๆ คุณจะอึ้งไปเลย เตรียมกระดาษและปากกาไว้ให้พร้อม เสร็จแล้วมาจดสูตรกันเลยค่ะ

1.หมูมะนาว
ส่วนผสม
• เนื้อหมูสไลด์บาง 300 กรัม
• น้ำตาลทราย 1 ช้อนชา
• น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ
• มะนาวหั่นซีก 3 ลูก
• กระเทียมจีนหั่นหยาบ 1 หัว
• พริกขี้หนูสับ 6 เม็ด
• ก้านคะน้า
วิธีทำ

หากอยากทำเมนูจี๊ดจ้าดและเรียบง่าย เราขอแนะนำเมนูนี้ให้เป็นตัวเลือกของคุณเลยดีกว่าค่ะ หมูมะนาวยอดฮิตซี๊ดสะกิดต่อมน้ำลาย วิธีทำก็แสนจะง่าย นำเนื้อหมูไปลวกแค่พอสุก ต่อมาทำน้ำปรุงรส โดยผสมน้ำตาล น้ำปลา พริกซอย กระเทียมหั่นหยาบ และน้ำมะนาวผสมเข้าด้วยกัน ขั้นตอนนี้หากใครชอบรสชาติที่เผ็ดแซ่บก็เพิ่มระดับพริกกันตามใจชอบเลยนะคะ หลังจากนั้นหั่นก้านคะน้าในแนวเฉียง แล้วนำก้านคะน้าแช่น้ำเย็นไว้สักพักเพื่อความกรอบ จากนั้นก็เริ่มลงมือจัดจาน ให้วางก้านคะน้ารองจาน ตามด้วยเนื้อหมูที่ลวก เสร็จแล้วก็ราดน้ำปรุงรสลงไปบนเนื้อหมู เท่านี้ก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อย และนี่ก็คือเมนูหมูนาวที่ทำง่ายภายในเวลาอันรวดเร็ว เรียกเพื่อนๆ มาชิมกันเลยดีกว่า ว่าจะจี้ดถึงใจแค่ไหน

2.เอ็นข้อไก่ทอด
ส่วนผสม
• เอ็นข้อไก่ 300 กรัม
• ซีอิ๊วขาว 1 ช้อนชา
• พริกไทยป่น 1/2 ช้อนชา
• ซอสเห็ดหอม 1 ช้อนโต๊ะ
• กระเทียม (สับหยาบ) 1 ช้อนโต๊ะ
• ผงปรุงรสไก่ 1 ช้อนชา
• แป้งทอดกรอบ 30 กรัม
• งาขาวคั่ว 2 ช้อนโต๊ะ
• น้ำมันพืช (สำหรับทอด)

วิธีทำ

เรามาอัพเลเวลในการทำกับแกล้มอีกระดับหนึ่งกันค่ะ เอ็นข้อไก่ทอด ไม่ว่าใครก็ตามเมื่อไปร้านนั่งชิล ปาร์ตี้สังสรรค์กับเพื่อนฝูง จะต้องสั่งเมนูนี้ แถมยังเป็นเมนูที่คุยไปกินไปแบบเพลินๆ อีกด้วย ขั้นตอนแรกนำเอ็นข้อไก่ผสมกับซีอิ๊วขาว ซอสเห็ดหอม กระเทียมสับ และพริกไทยป่น คลุกให้เข้ากัน หมักทิ้งไว้สัก 30 นาที ผสมแป้งทอดกรอบเข้ากับเอ็นข้อไก่ที่หมักไว้อีกรอบค่ะ ขั้นตอนสุดท้ายคือ ตั้งไฟแล้วเทน้ำมันใส่ในกระทะ ให้ใช้ไฟปานกลาง เมื่อน้ำมันร้อนใส่เอ็นข้อไก่ที่เราปรุงไว้ลงไปทอด รอจนสุกเหลืองแล้วตักขึ้นมาสะเด็ดน้ำมัน ใส่จานเสิร์ฟพร้อมซอสพริกก็เป็นอันเสร็จ กินกันเพลินๆ อร่อยกรอบดี

3.หมูแดดเดียว
ส่วนผสม
• เนื้อสันคอหมู หั่นเป็นเส้นประมาน 1 ซม. จำนวน 1 กก.
• น้ำตาลทราย 1/4 ถ้วย
• นมข้นจืด 2 ช้อนโต๊ะ
• น้ำมันพืช 1 ช้อนโต๊ะ
• ซอสปรุงรส 1 ช้อนโต๊ะ
• ซีอิ๊วขาว 1/4 ถ้วย
• น้ำมันหอย 3 ช้อนโต๊ะ
• น้ำมันพืชสำหรับทอด

วิธีทำ

ถ้าหากเราทำเมนูเอ็นข้อไก่แล้ว เพิ่มสเต็ปอีกนิดมาเป็นหมูแดดเดียว มาเริ่มทำกันเลยดีกว่าค่ะ ให้นำนมจืดผสมกับน้ำมันพืช น้ำมันหอย น้ำตาลทราย และซีอิ๊วขาว คนให้เข้ากัน ต่อมาก็ใส่หมูสไลด์ลงไปผสมกับซอสที่เราเตรียมไว้ได้เลยค่ะ คลุกให้เข้ากัน ทิ้งไว้ประมาณ 2 ชั่วโมง จนน้ำซอสซึมเข้าเนื้อหมู จากนั้นให้นำเนื้อหมูที่เราพักไว้ไปวางเรียงใส่ตะแกรง นำไปตากแดดจนเนื้อหมูแห้งหมาดๆ แล้วเก็บใส่กล่องพลาสติกปิดฝาให้สนิท นำไปแช่ไว้ในตู้เย็นสักครึ่งชั่วโมง แล้วจึงนำออกมาทอด ส่วนขั้นตอนการทอดนั้นให้ตั้งกระทะไฟปานกลาง ใส่น้ำมันรอให้ร้อน ใส่เนื้อหมูลงทอดจนสุกเหลือง ตักขึ้นสะเด็ดน้ำมัน จัดใส่จานพร้อมตกแต่งให้สวยงาม จะกินเล่นก็เคี้ยวสนุกปาก กินกับข้าวก็อร่อยเพลินไม่แพ้กัน

4.ต้มซุปเปอร์ขาไก่
ส่วนผสม
• น้ำเปล่า
• ตะไคร้บุบพอแตก
• ข่าหั่นแว่น
• หอมใหญ่หั่น
• เกลือป่น
• ขาไก่
• ปีกกลางไก่
• เครื่องต้มยำสำเร็จรูป
• ใบมะกรูดฉีก
• พริกสดหั่น
• ผักชีฝรั่งหั่นท่อน
วิธีทำ

เป็นกับแกล้มที่ทำง่ายอีกเมนูหนึ่ง สูตรอาหาร นี้ทำได้ไม่ยากค่ะ มาลงมือทำกันเลย เริ่มจากเตรียมหม้อใส่น้ำมาพอประมาณ ตั้งไฟรอจนน้ำเดือด ใส่หอมใหญ่ ข่า ตะไคร้ ลงไปในหม้อ โรยเกลืออีกนิดหน่อย ตามด้วยขาไก่ ปิดฝาแล้วรอให้เดือด ชอบขาเปื่อยแค่ไหนก็กะเวลาเอาตามชอบเลยค่ะ พอขาไก่เปื่อยได้ที่ ใส่พริกสด ใบมะกรูด และผักชีฝรั่งตามลงไป ตักใส่ถ้วยพร้อมเสิร์ฟ เท่านี้ก็พร้อมซดน้ำซุปแซ่บๆ ขาไก่เปื่อยๆ แล้วค่ะ


รวม สูตรอาหาร กับแกล้มปาร์ตี้ ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.parpaikin.com/สูตรอาหาร/

3
จริงอยู่ว่า น้ำส้มสายชูนั้น มีประโยชน์มากมาย นอกจากนำมาปรุงอาหารแล้ว เรายังสามารถใช้น้ำส้มสายชูทำความสะอาดหลายสิ่งหลายอย่างในครัวเรือนของเรา ทั้งการขจัดเชื้อรา การทำให้สุขภัณฑ์สะอาดเอี่ยม ช่วยหยุดการแพร่เชื้อโรค และอีกหลายสิ่งหลายอย่าง แต่ทั้งนี้ มีอยู่ 9 สิ่ง ที่เราไม่ควรนำน้ำส้มสายชูมาใช้ ดังนี้

1.ไม่ควรใช้ทำความสะอาดเคาน์เตอร์หิน : เราไม่ควรนำน้ำส้มสายชูมาทำความสะอาดเคาน์เตอร์หิน เพราะน้ำส้มสายชูนั้น มีฤทธิ์เป็นกรด 5 เปอร์เซนต์ และทำให้หิน ไม่ว่าจะเป็นหินอ่อน หินแกรนิต หินไลม์ หรือแม้กระทั่งคอนกรีต เสียหายได้ น้ำส้มสายชู จะทำให้เกิดรูพรุนที่พื้นผิว และทำให้สิ่งสกปรกเข้ามาติดอยู่มากขึ้น การทำความสะอาดเคาน์เตอร์หินนั้น ควรใช้แค่สบู่และน้ำเปล่าล้าง ก็เพียงพอ

2.ไม่ควรใช้คราบไข่ที่หกเลอะเทอะ : ทั้งคราบไข่ และโยเกิร์ตนั้น ไม่เหมาะที่จะเช็ดด้วยน้ำส้มสายชู เพราะน้ำส้มสายชูจะเข้าไปผสมผสานกับคราบ และขัดออกได้ยากขึ้น กรดในน้ำส้มสายชู ผสมกับโปรตีนจะเหนียว ดังนั้น ไม่ควรใช้ในการทำความสะอาดคราบโปรตีน

3.ไม่ควรใช้ทำความสะอาดกระเบื้องและยาแนว : แม้ว่าน้ำส้มสายชูจะขจัดคราบเชื้อราได้ดี แต่ต้องระวังหากจะใช้กับกระเบื้อง และยาแนว เพราะจะทำให้ยาแนวแตกได้ โดยน้ำส้มสายชูจะซึมลงไปในซีเมนต์ยาแนว และทำให้เกิดความเสียหาย เพราะน้ำส้มสายชูมีความเข้มข้น

4.ไม่ควรนำน้ำส้มสายชูมาซักผ้าร่วมกับน้ำยาฟอกขาว : ผ้าเช็ดตัวที่มีคราบสกปรกและมีกลิ่นเหม็นนั้น เราสามารถใช้น้ำส้มสายชูมาช่วยซักออกได้ แต่ต้องแน่ใจว่าในการซักครั้งนั้น ไม่มีการใช้น้ำยาฟอกขาว เพราะเมื่อทั้งสองอย่างมารวมกันจะเกิดเป็นแก๊สพิษ และสามารถทำให้เสื้อผ้าเสียหายได้

5.ไม่ควรใช้น้ำส้มสายชูเช็ดรอยนิ้วมือ : แม้ว่าน้ำส้มสายชูจะใช้ทำความสะอาดกระจกได้ดี แต่เราไม่ควรนำมาใช้ในการลบรอยนิ้วมือจากจอคอมพิวเตอร์ หรือจอโทรศัพท์มือถือ เพราะน้ำส้มสายชูจะทำให้สารเคลือบที่หน้าจอถูกขจัดออกไป ดังนั้นการทำความสะอาดจออุปกรณ์ ควรใช้ผ้าไมโครไฟเบอร์ชุบน้ำ ก็เพียงพอ

6.ไม่ควรใช้น้ำส้มสายชูฆ่าแมลงบนต้นพืช : น้ำส้มสายชูนั้นช่วยกันมดและแมลงมารบกวนได้ แต่ไม่ควรนำมาใช้ในสวน น้ำส้มสายชูนั้น สามารถฆ่าวัชพืชได้ ซึ่งหมายความว่า สามารถทำลายต้นพืชได้เช่นกัน

7.ไม่ควรใช้น้ำส้มสายชูขัดหม้อ : แม้ว่าน้ำส้มสายชูจะช่วยให้จานชามสะอาด แต่ไม่ใช่สำหรับหม้อ เพราะน้ำส้มสายชูทำให้หม้อเสียหาย ทั้งหม้อเหล็ก และอลูมิเนียม แต่หากเป็นเครื่องครัวพวกสแตนเลส และหม้อเคลือบ สามารถใช้ได้

8.ไม่ควรใช้น้ำส้มสายชูผสมกับสบู่น้ำมัน : ทั้งสบู่น้ำมัน และน้ำส้มสายชู ต่างก็เป็นสิ่งที่เรานำมาใช้ทำความสะอาดสิ่งต่าง ๆ ได้ดี แต่เมื่อนำทั้งสองอย่างมาผสมกัน จะทำให้คุณสมบัติในการทำความสะอาดลดลงไป ควรเลือกใช้เพียงอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น

9.ไม่ควรใช้น้ำส้มสายชูกับสีที่ติดผ้า : หากเสื้อขาว หรือยีนส์ตัวโปรด บังเอิญถูกสีอื่นตกใส่ สิ่งที่เราไม่ควรนำมาใช้ในงานนี้ก็คือน้ำส้มสายชู เพราะแทนที่จะช่วยขจัดสีออก กลับทำให้สีติดถาวร แต่ทั้งนี้ หากเรานำน้ำส้มสายชูมาซักผ้าขาว หรือซักยีนส์ จะช่วยไม่ให้สีเฟด หรือไม่ให้สีอื่นมาติดได้


9 สิ่งต่อไปนี้ ไม่ควรใช้น้ำส้มสายชูทำความสะอาด สุขภัณฑ์ ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.gurubaan.com/สุขภัณฑ์/

4
โน๊ตบุ๊คเครื่องหนึ่ง ที่กำลังเปิดใช้งานอยู่ และใช้ระบบปฏิบัติการ Windows 10 ด้วย สามารถเอาโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้ มาเปิด Hotspot แชร์สัญญาณอินเตอร์แทนสมาร์ทโฟนได้

สำหรับใครที่นิยมเปิด Hotspot บนสมาร์ทโฟน เพื่อแชร์สัญญาณอินเตอร์ไปยังอุปกรณ์ต่าง ๆ แต่การเปิดฟีเจอร์ดังกล่าวนั้น ก็สร้างภาระให้กับแบตฯ ของสมาร์ทโฟนไม่น้อยเหมือนกัน เว้นแต่เรามีโน๊ตบุ๊คเครื่องหนึ่ง ที่กำลังเปิดใช้งานอยู่ และใช้ระบบปฏิบัติการ Windows 10 ด้วย เราสามารถเอาโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้ เปิด Hotspot แชร์สัญญาณอินเตอร์แทนสมาร์ทโฟนได้ด้วย ส่วนวิธีเปิดก็ไม่ยากเลยดังนี้

คลิกไปที่ไอคอนตรงมุมล่างขวามือ (ตามภาพ) เพื่อเข้าสู่หน้า Action Center จากนั้นให้คลิกที่ตัวเลือก “All Settings”

เมื่อเข้ามาในหน้า All Settings แล้ว ให้ไปต่อที่ “Network & Internet”

ในหน้านี้ ให้เราหาตัวเลือก “Mobile hotspot” แล้วคลิกเข้าเลย แล้วกดติ๊กที่สวิตซ์ off ให้เป็น on เพื่อเปิดสัญญาณ hotspot นั้นเอง

สุดท้าย ให้เราคลิกที่ปุ่ม “Edit” เพื่อเช็ครหัสเข้าใช้ หรือเปลี่ยนรหัสสำหรับเข้าสัญญาณ hotspot ของโน๊ตบุ๊ค เป็นอันเสร็จ



How to : เปิด Hotspot แชร์สัญญาณ Wi-Fi ผ่าน โน๊ตบุ๊ค ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.potatotechs.com/โน๊ตบุ๊ค/

5
สำหรับบทความนี้จะขอนำความรู้สำคัญ เกี่ยวกับการเตรียมตัวก่อนเลี้ยงสุนัขมาฝากผู้ที่กำลังสนใจอยากจะนำเจ้า หมา ขนปุย แสนรู้ แสนน่ารัก เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัว

ก่อนจะรับเจ้า หมา สักตัวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัว หลายคนมักมองข้ามสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งไปคือ การเตรียมความพร้อมที่ดี ซึ่งสิ่งนี้จะช่วยให้เราเลี้ยงเขาได้ราบรื่น ไม่ติดขัด สำหรับใครที่ยังไม่รู้ว่าต้องเตรียมความพร้อมยังไง วันนี้ Petcitiz ได้รวบรวมข้อมูลความรู้ อัดแน่นไปด้วยสาระสำคัญที่แสนจะเข้าใจง่ายมาไว้ให้แล้ว ถ้าพร้อมแล้วเราไปดูกันเลยค่ะ

1.เตรียมตัวเตรียมใจ
ขั้นแรกของการเริ่มต้นที่จะรับสุนัขเข้ามาเลี้ยงนั่นคือ การเตรียมตัวเตรียมใจของผู้เลี้ยง Petcitiz อยากจะให้เริ่มสำรวจตัวเองก่อนว่า พร้อมแล้วจริงๆ ไหมสำหรับการรับสุนัขมาเลี้ยงสักตัว เพราะอยากให้เพื่อนๆ คิดว่าเขาคือหนึ่งชีวิตที่เราจะต้องคอยดูแลไปอีกนานนับ 10 ปี หลายคนอาจคิดว่าการเลี้ยงเจ้า หมา ก็คล้ายกับการเลี้ยงลูก แต่ขอบอกไว้ก่อนเลยว่า เลี้ยงสุนัขนั้นยากกว่าเลี้ยงลูกเยอะเลยค่ะ เพราะเมื่อเขามีอายุมากขึ้น เขาจะไม่สามารถดูแลตนเอง หรือออกไปหาอาหารเองได้เหมือนกับคน ซึ่งตรงนี้คือจุดแตกต่างค่ะ ฉะนั้นเมื่อเราตกลงที่จะเลี้ยงเขาแล้ว นั่นหมายถึงว่าเราต้องรับผิดชอบชีวิตเขาทั้งชีวิตนะคะ จึงต้องสำรวจความพร้อมของตัวเองให้ดีเสียก่อน เมื่อคิดได้อย่างมั่นใจแล้วว่าพร้อมที่จะเลี้ยง ก็ตามไปดูที่ข้อต่อไปได้เลยค่ะ

2.สถานที่เลี้ยงดู
สถานที่ที่ใช้เลี้ยงเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่สำคัญมากเช่นกัน เพราะสถานที่ที่ใช้เลี้ยงนั้นอาจจะสัมพันธ์กับขนาด และสายพันธุ์ของสุนัขบางประเภท เราต้องคำนึงถึงที่อยู่อาศัยของเราด้วย เช่น บ้านเดี่ยว หรือ ทาวน์เฮ้าส์ ปัญหาในการเลี้ยงก็จะมีน้อย ส่วนเพื่อนๆ ที่พักอยู่ในห้องเช่า คอนโดมิเนียม หรือบ้านเช่า ต้องพิจารณาจากสถานที่นั้น และดูว่าทางที่พักอนุญาตให้นำสัตว์เข้ามาเลี้ยงได้หรือไม่ ในกรณีนี้ผู้เลี้ยงต้องไปสอบถามให้แน่นอน มิเช่นนั้นอาจเกิดปัญหาตามหลังมาได้นะคะ

3.เวลา
เรื่องเวลาก็ถือว่ามีความสำคัญไม่แพ้กัน เพราะการรับสุนัขมาเลี้ยง เราจำเป็นที่จะต้องมีความรับผิดชอบมากขึ้นกว่าเดิม เสียสละเวลาของตนมากขึ้นกว่าเดิม ยิ่งบ้านไหนที่มีเจ้าของอยู่คนเดียว เวลาที่เราออกไปข้างนอกไม่ว่าจะไปทำงานทั้งวัน หรือออกไปซื้อของแค่เพียง 5-10 นาที สังเกตไหมว่าทำไมเขาถึงดีใจทุกครั้งที่เรากลับมา นั่นเป็นเพราะว่าเขามีเราแค่เพียงคนเดียว ไม่มีใครอื่นเพิ่มเติม ส่วนเรานั้นมีเพื่อน มีสังคม ดังนั้น โลกทั้งใบของเขาก็คือ “เรา” เมื่อคิดจะเลี้ยงสุนัขไว้เป็นเพื่อนสักตัว เราจึงต้องแบ่งเวลาส่วนหนึ่งมาใส่ใจเขาด้วยนะคะ

4.ค่าใช้จ่าย
บางคนอาจจะคิดว่าแค่สุนัขตัวเดียวคงไม่มีค่าใช้จ่ายอะไรมากมายหรอก แต่แท้จริงแล้วนอกจากค่าอาหารรายเดือน และค่าอุปกรณ์ เช่น ที่นอน สายจูง ของเล่น เสื้อผ้า ฯลฯ Petcitiz อยากให้เพื่อนๆ อย่าลืมที่จะสำรองเงินอีกส่วนหนึ่งเผื่อไว้ด้วยนะคะ เงินส่วนนี้จะเป็นเงินสำรองเมื่อยามสุนัขเจ็บป่วย จะได้ไม่ต้องกังวล หรือเดือดร้อนค่าใช้จ่ายประจำวันของเรานั่นเองค่ะ

5.การเลือกสายพันธุ์
ข้อแนะนำเกี่ยวกับเรื่องการเลือกสายพันธุ์ที่จะเลี้ยงก็คือ พื้นที่เลี้ยงต้องสัมพันธ์กับขนาด และสายพันธุ์ของสุนัขบางประเภท เช่น เราพักอาศัยอยู่ในอพาร์ทเม้นท์ที่สามารถเลี้ยงสัตว์ได้ แต่อยากเลี้ยงสุนัขพันธุ์ใหญ่อย่าง พิตบูล แบบนี้ก็ไม่ค่อยแนะนำนะคะ เพราะสายพันธุ์นี้มีพลังงานสูง ต้องการใช้พลังงานมาก แต่ถ้าลองเปลี่ยนใจไปเลือกเจ้าตูบขนาดกลางหรือเล็ก ก็น่าจะเหมาะสมกว่าค่ะ เมื่อตัดสินใจเลือกสายพันธุ์ได้แล้วก็ให้หาแหล่งที่ขาย หรือฟาร์มสุนัขที่ไว้ใจได้ อาจเป็นลูกสุนัขที่มาจากสุนัขบ้าน (ที่เลี้ยงในบ้านไม่ได้เป็นฟาร์ม) คือเป็นสุนัขที่เจ้าของเลี้ยงไว้แล้วเกิดคลอดขึ้นมา เขาเลยแบ่งขาย ตรงส่วนนี้ก็อาจจะได้ราคาพิเศษกว่าตามร้านขายทั่วไป หลังจากนั้นก็อย่าลืมสอบถามเรื่องการฉีดวัคซีน และการถ่ายพยาธิ เพราะเป็นเรื่องที่สำคัญมากนะคะ หากผู้ขายตอบคำถามไม่ได้ หรือไม่มีใบรับรองเรื่องการฉีดวัคซีน ควรหลีกเลี่ยงการซื้อสุนัขจากเจ้านั้น แต่ถ้าเป็นสุนัขที่มีเพื่อน หรือคนรู้จักมามอบให้ เราก็สามารถนำไปฉีดวัคซีนที่โรงพยาบาลสัตว์เองได้ โดยปกติแล้วจะเริ่มทำการฉีดวัคซีนเข็มแรกตอนลูกสุนัขอายุได้ 6-8 สัปดาห์ รายละเอียดเรื่องการฉีดวัคซีนก็มีดังนี้ค่ะ

อายุสุนัข   ชนิดวัคซีน
6 สัปดาห์   วัคซีนป้องกันโรคไข้หัดสุนัข หรือสำไส้อักเสบติดต่อ
8 สัปดาห์   วัคซีนรวมไข้หัดสุนัข และลำไส้อักเสบติดต่อ
10 สัปดาห์   วัคซีนรวมไข้หัดสุนัข และลำไส้อักเสบติดต่อ
12 สัปดาห์   วัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า(ฉีดเข้ากล้ามเนื้อจะมีประสิทธิภาพในการสร้างภูมิคุ้มกันได้สูงกว่าการฉีดเข้าใต้ผิวหนัง)
16 สัปดาห์   วัคซีนป้องกันโรคลำไส้อักเสบติดต่อ
6 เดือน   วัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า
–   หลังจากนั้น ฉีดกระตุ้นทุกโรคทุกปี

6.การเตรียมอุปกรณ์ของใช้
เพื่อเป็นการต้อนรับเจ้าตูบตัวน้อยเข้าสู่บ้านหลังใหม่ เราควรซื้อข้าวของเครื่องใช้เตรียมไว้ล่วงหน้า เช่น ชามอาหารและน้ำ ปลอกคอ สายจูง ของเล่น ที่นอน กล่องเดินทาง อาหารสุนัข ถาดสำหรับฝึกหัดสุนัขเข้าห้องน้ำ เป็นต้น ซึ่งของเหล่านี้เป็นสิ่งที่จำเป็นเบื้องต้นก่อนการรับสุนัขมาเลี้ยงเลยล่ะค่ะ

7.สำรวจ เพ็ทช็อป หรือ โรงพยาบาลสัตว์ ใกล้บ้าน
ก่อนรับสุนัขมาเลี้ยง อาจจะต้องสำรวจก่อนว่าแถวที่พักอาศัยอยู่ใกล้กับโรงพยาบาลสัตว์ คลินิกรักษาสัตว์หรือไม่ เพื่อให้มั่นใจว่าเมื่อสุนัขของเราป่วย หรือเกิดอุบัติเหตุกลางดึก จะได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที หากสถานที่รักษาเปิดให้บริการ 24 ชม. ก็จะดีมากค่ะ และอย่าลืมมองหาร้าน “เพ็ทช็อป” เพื่อความสะดวกในการซื้ออาหาร และข้าวของอุปกรณ์ต่างๆ ให้แก่สุนัขด้วยนะคะ



ก่อนเลี้ยงน้องหมาต้องเตรียม อาหารหมา อย่างไร ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.petcitiz.info/อาหารหมา/

6
 ด้วยการไปเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจ ตามสถานที่ต่างๆ อีกทั้งยังเป็นช่วงที่เหมาะกับการรวมตัวกันของครอบครัว เพื่อน หรือคนรู้ใจอีกด้วย และในวันนี้เราขอแนะนำ ร้านน่านั่งชิลล์ สังสรรค์

1. 4 Dinner Bar & Restaurant
ร้านอาหาร ฟอร์ดินเนอร์ ( 4 Dinner Bar & Restaurant ) ร้านอาหารย่านเกษตรนวมินทร์ – เลียบทางด่วนรามอินทราเหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบร้านนั่งชิลล์ บรรยากาศดีๆ เหมาะสำหรับแฮงค์เอาท์จากการทำงาน นั่งคุยพบกันในกลุ่มเพื่อนฝูง หรือจะเลือกร้านนี้เป็นร้านร้านนัดเดทของคุณก็ได้ ภายในร้านจะแบ่งโซนออกทั้งหมด 4 โซน 4 สไตล์ โดยแต่ละโซนจะให้ความรู้สึกแตกต่างกันไป มีทั้งโซน Indoor และ Out door และภายในร้านยังมีดนตรีสดเพราะๆ คอยขับกล่อมงให้ลูกค้าฟังในทุกค่ำคืน ภายในร้านยังมีบริการจำหน่ายไวน์คุณภาพดีที่นำเข้ามาจากหลากหลายประเทศอีกด้วย

2. Parking Toys Pub & Restaurant

ปาร์คกิ้งทอยส์ผับแอนด์เรสเตอรองท์ ( Parking Toys Pub & Restaurant ) ร้านอาหารบรรยากาศเยี่ยม ความโดดเด่นอยู่ที่บรรดาเฟอร์นิเจอร์เก่าและของตกแต่งร้านเท่ๆ ที่เจ้าของร้านสะสมนำเอามาจัดวางไว้ให้พวกเราได้ชื่นชมกัน โดยสไตล์การแต่งร้านจะเป็นยุคซิกซ์ตี้ มีดนตรีเล่นทุกวัน สามารถโทรจองโต๊ะได้หลัง 12.00 น.เป็นต้นไป เหมาะสำหรับการมานั่งประทานอาหาร ฟังเพลงในบรรยากาศชิลล์ๆ

3. The Nest Bar

เดอะเนสท์บาร์ ( The Nest Bar ) เลานจ์บาร์ชั้นดาดฟ้าของโรมแรมเลอฟีนิกซ์ เป็นบาร์ Open Air เปิดโล่งเหมาะสำหรับชมวิวบรรยากาศยามค่ำคืนของกรุงเทพมหานคร ที่บาร์มีคอนเซ็ปต์ว่า นกบินกลับรัง จึงมีการออกแบบตกแต่งเฟอร์นิเจอร์ให้โค้งมนคล้ายกับรังนก มีโซนจำลองคล้ายชายหาดมีโซฟาเบทตัวใหญ่ตั้งอยู่บนทรายเม็ดละเอียดรอคอยให้คุณได้สัมผัส นั่งจิบเครื่องดื่มสูตรพิเศษของร้านพร้อมนั่งชมวิวยามเย็นของท้องฟ้าสุขุมวิท บรรยากาสโรแมนติกเหมาะสำหรับดินเนอร์กับคนรัก หรือสังสรรค์นั่งชิลล์กับเพื่อนในโอกาสต่างๆ ร้าน The Nest Bar

4. Fullmoon Terrace & Bar

Fullmoon Terrace & Bar เป็นร้านที่คุณและเพื่อนฝูงสามารถมานั่งชิลล์ๆ เพื่อพบปะพูดคุย ฟังเพลงเพลินๆ จากวงดนตรีสดที่ขับกล่อมทุกค่ำคืน ดนตรีมีทั้งแนวป๊อป อินดี้ และสกา นอกจากนี้ยังมีจอโปรเจ็คเตอร์ขนาดใหญ่สำหรับคอบอล โต๊ะ Pool และการแสดงโชว์ต่างๆ ในวันพิเศษๆ อีกด้วย ด้วยพื้นที่ที่กว้างขวาง ร้านนี้จึงรองรับลูกค้าได้จำนวนมาก และถ้าวันไหนมีการแข่งขันฟุตบอลนัดสำคัญ ลูกค้าก็จะจับจองพื้นที่กันอย่างคับคั่งเป็นพิเศษ

5. HOBS Bar & Restaurant

HOBS (House of Beers) แหล่งแฮงค์เอาท์แห่งใหม่ภายในซอยอารีย์สัมพันธ์ 11 ร้านนี้เปิดเป็นสาขาที่ 2 ต่อจากสาขาทองหล่อ ด้วยบรรยากาศที่ร่มรื่นของโครงการอารีย์การ์เด้น ทำให้ร้านแห่งนี้ เหมาะสำหรับคอเบียร์ที่จะมานั่งดื่มในบรรยากาศสบายๆ จุดเด่นของร้าน HOBS อยู่ที่เบียร์หลากชนิด ที่โดดเด่นทั้งรสชาติและดีไซน์แก้วและขวดที่สะดุดตา ส่วนเมนูอาหารก็มีให้เลือกหลากหลาย เรียกได้ว่ามากี่ทีก็ไม่เบื่อ

6. ร้านอาหาร เด็กเลี้ยงแกะ ลาดพร้าว 71

เด็กเลี้ยงแกะ (Dekliagekae Farm & Restaurant) ร้านอาหารและแฮงค์เอาท์บรรยากาศดีในซอยลาดพร้าว 71 ที่นำบรรยากาศแฟะแกะราชบุรีมาทำเป็นคอนเซปต์ของร้าน ที่สามารถนั่งรับประทานอาหารอร่อยๆ และสามารถดูแกะน่ารักระหว่างทานอาหารไปด้วย ภายในร้านตกแต่งแบบเรียบง่าย ในโทนสีขาว เปิดโล่ง อากาศถ่ายเทสะดวก ทางร้านยังมีโซนห้องปรับอากาศไว้บริการอีกด้วย อาหารของทางร้านจะเป็นอาหารไทยและของกับแกล้มทั่วไปเมนนูแนะนำของทางร้านอาทิ ซี่โครงบรั่นดี, ปีกไก่ไวน์แดง, ไส้กรอกรวม, สี่สหายเด็กเลี้ยงแกะ, ยำสามทัพ, น่องสุวนันท์ ทางร้านยังมีบริการดนตรีสดให้คุณได้รับประทานอาหารพร้อมเสียงเพลงเพราะๆ ไปด้วย



เที่ยวกลางคืน ร้านดนตรีสด เพลงเพราะ บรรยากาศชิล ดูเพิ่มเติมได้ที่ www.tomorrowland.club

7
 เมื่อไรที่ปัญหาผิวมาเยือน สาวๆ หลายคนเป็นต้องกลุ้มใจไปเสียทุกที นอกจากปัญหาสิว ผิวหน้าหมองคล้ำแล้ว การมีรูขุมขนกว้าง ไม่กระชับ แถมยังมีความมันบนใบหน้าเยิ้ม ย่อมเป็นที่หนักใจของสาวๆ ไม่น้อย

ดังนั้น วันนี้เราเลยหยิบสูตรพอกหน้ากระชับรูขุมขนมาฝาก เป็นสูตรหน้าใสที่จะช่วยบำรุงผิวและลดความมันบนใบหน้า ที่สำคัญยังช่วยให้รูขุมขนกระชับขึ้นได้ด้วย เรามาดูกันเลยว่ามีสูตรใดบ้าง

1.สูตรน้ำผึ้ง + น้ำตาลทรายแดง

วิธีทำ ให้นำส่วนผสมทั้งสองอย่างมาผสมรวมกัน แล้วนำมานวดลงบนผิวหน้า โดยนวดอย่างเบามือ จากนั้นพอกหน้าประมาณ 15-20 นาที แล้วล้างหน้าให้สะอาด หากหมั่นนวดหน้าด้วยสูตรนี้เป็นประจำสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง ก็จะช่วยในเรื่องของการผลัดเปลี่ยนเซลล์ผิวเก่าที่ตายแล้วให้หลุดออก ทำให้ผิวหน้ากระจ่างใสนวลเนียนและนุ่มชุ่มชื้นอย่างเป็นธรรมชาติ แถมยังทำให้รูขุมขนกระชับขึ้นได้ด้วย ถือเป็นสูตรสครับหรือสูตรหน้าใสที่ทำได้ง่ายๆ จากวัตถุดิบในก้นครัวนั่นเอง

2.สูตรแตงกวา + น้ำมะนาว + ไข่ขาว

วิธีทำ ปั่นแตงกวารวมกับไข่ขาวและน้ำมะนาวให้ได้ส่วนผสมที่ละเอียดเข้ากัน จากนั้นนำมาพอกหน้าจนทั่ว ปล่อยทิ้งไว้ประมาณ 20-30 นาที แล้วล้างหน้าให้สะอาด เป็นสูตรหน้าใสที่จะช่วยลดเลือนความมันบนใบหน้า ช่วยผลัดเซลล์ผิว ทำให้ผิวหน้าขาวใส และกระชับรูขุมขนให้เล็กลงได้ สาวหน้ามันเหมาะอย่างยิ่งทีเดียว

3.สูตรมะเขือเทศ + นมเปรี้ยว

วิธีทำ ปั่นมะเขือเทศรวมกับนมเปรี้ยวจนเข้ากันดี จากนั้นนำมาพอกหน้าจนทั่ว ปล่อยไว้ประมาณ 20-30 นาที แล้วล้างหน้าให้สะอาด สูตรนี้จะช่วยกระชับรูขุมขนและช่วยบำรุงผิวหน้าให้ขาวเนียนใสเปล่งปลั่งดั่งใจ

4.สูตรแตงกวา + โยเกิร์ต

วิธีทำ ปั่นแตงกวากับโยเกิร์ตรสธรรมชาติรวมกันจนได้เนื้อละเอียด จากนั้นนำมาพอกหน้าไว้ประมาณ 20-30 นาที แล้วล้างหน้าให้สะอาด สูตรนี้จะช่วยบำรุงผิวหน้าให้เนียนนุ่มชุ่มชื้น ผิวหน้าจะมีสุขภาพดีเปล่งปลั่งสดใส และช่วยกระชับรูขุมขนได้เป็นอย่างดีเช่นกัน

5.สูตรเบกกิ้งโซดา + น้ำอุ่น

วิธีทำ ให้ใช้เบกกิ้งโซดาและน้ำอุ่นปริมาณอย่างละ 2 ช้อนโต๊ะ มาผสมรวมกัน คนจนเข้ากัน จากนั้นนำมานวดบนผิวหน้าจนทั่วแล้วปล่อยไว้ประมาณ 1 นาที จึงล้างหน้าให้สะอาด สูตรพอกหน้าด้วยเบกกิ้งโซดานี้ จะช่วยขจัดสิ่งสกปรกออกจากรูขุมขนได้อย่างล้ำลึก ลดการเกิดสิวและช่วยกระชับรูขุมขนกว้างได้ สาวๆ สามารถทำได้เป็นประจำทุกวันเลยค่ะ

หวังว่าเป็นที่ถูกอกถูกใจสาวๆ กันไม่น้อยนะคะ สำหรับใครที่มีปัญหาหน้ามันและรูขุมขนกว้างไม่กระชับ รับรองค่ะว่าพอกหน้าด้วยสูตรเหล่านี้แล้วจะช่วยแก้ปัญหาผิวเหล่านั้นได้อย่างแน่นอน



สูตรพอกหน้า กระชับรูขุมขน บำรุงผิวหน้าให้สวยใสดั่งใจ ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.beautysanta.com/รูขุมขนกว้างวุฒิศักดิ์/

8
อวสานความอ้วน ! พบกับเมนูพิซซ่าผัก อาหารเพื่อสุขภาพแคลอรีต่ำ ดีต่อตับไตไส้พุง รับสักถาดไหมคุณเพื่อน

เอ่ยถึงเมนูพิซซ่า หลายคนกังวลเรื่องแคลอรีสูงปรี๊ด โดยเฉพาะคนลดน้ำหนักนี่ต้องหลีกเลี่ยงเลยทีเดียว ลองมาทำพิซซ่าแบบคลีน ๆ กันดีไหม ขอนำเสนอวิธีทำพิซซ่าผัก เป็นสูตรทำพิซซ่าไม่อ้วน แต่ละถาดอัดแน่นไปด้วยผักและโปรตีน รับรองไม่อ้วนและสุขภาพดีขึ้นด้วย

1. พิซซ่าผักคลีน

สำหรับคนรักสุขภาพต้องลองทำเมนูพิซซ่าผักคลีน สูตรพิซซ่าไร้แป้งเพราะมีแต่ผักล้วน ๆ โดยฐานพิซซ่าทำจากกะหล่ำปลีกับแครอท ทาซอสมะเขือเทศ ท็อปด้วยอะโวคาโดและแซลมอน

ส่วนผสม พิซซ่าผัก

• กะหล่ำปลี (หั่นฝอย) 100 กรัม
• แครอท (หั่นฝอย) 100 กรัม
• ไข่ไก่ 3 ฟอง
• เชดดาร์ชีสแบบแผ่น (ไขมันต่ำ) 4 แผ่น
• ซอสมะเขือเทศคลีน (คลิกดู วิธีทำซอสมะเขือเทศคลีน)
• อะโวคาโด (หรือจะใช้เป็นผัก-ผลไม้อย่างอื่นก็ได้ เช่น มะเขือเทศ เห็ดฟาง)
• เนื้อแซลมอนแล่บาง (หรือเนื้อสัตว์อย่างอื่นแล้วแต่ชอบค่ะ)

วิธีทำพิซซ่าผัก

1. ผสมกะหล่ำปลีและแครอทหั่นฝอยกับไข่ไก่ และชีส (ใช้ชีส 2 แผ่น ฉีกให้เป็นชิ้นเล็ก ๆ) ตีผสมให้เข้ากัน
2. เทใส่ภาชนะสำหรับอบ เกลี่ยผิวหน้าให้เรียบเสมอกัน ใช้ช้อนกดให้แน่น ๆ นำเข้าเตาอบที่อุณหภูมิ 200 องศาเซลเซียส ใช้ไฟบน-ล่างประมาณ 15-20 นาที หรือจนไข่และผักเซตตัว
3. นำออกจากเตาอบ ทาหน้าด้วยซอสมะเขือเทศที่เตรียมไว้ ตกแต่งหน้าด้วยอะโวคาโดและแซลมอน
4. นำชีสอีกสองแผ่นที่เหลือมาฉีกโรยหน้าทับลงไป นำเข้าอบอีกครั้ง ใช้ไฟบน ประมาณ 10 นาที พร้อมเสิร์ฟ

2. พิซซ่าฟักทอง

ใครมีฟักทองเหลือ ๆ จับมาทำเมนูพิซซ่าผักสักถาดดีไหม พบกับเมนูพิซซ่าฟักทอง สูตรจาก คุณ isweet สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม จับฟักทองต้มตีผสมกับไข่ไก่ เสร็จแล้วนำไปจี่ในกระทะจนสุก

ส่วนผสม พิซซ่าฟักทอง

• ฟักทองต้ม (หั่นเป็นชิ้น) 2 ถ้วย
• ไข่ไก่ 1 ฟอง
• เกลือป่น
• พริกไทยดำ
• น้ำมันดอกคาโนล่า (เล็กน้อยแค่พอเคลือบกระทะ)

วิธีทำพิซซ่าฟักทอง

1. ผสมทุกอย่างให้เข้ากัน โดยหากระทะเล็ก ๆ ในการทำและใช้จานมาครอบกระทะแล้วกลับด้านใส่ในจานก่อนแล้วค่อยนำไปใส่ในกระทะอีกที จะช่วยให้คงรูปไม่แตก)
2. ใส่น้ำมันคาโนล่าพอเคลือบกระทะ เปิดไฟกลาง เทส่วนผสมทั้งหมดลงไป รอจนไข่ด้านล่างเซตตัว (เวลากลับด้านไข่มักจะแตก ให้หากระทะเล็ก ๆ ในการทำและใช้จานมาครอบกระทะแล้วกลับด้านใส่ในจานก่อน แล้วค่อยนำไปใส่ในกระทะอีกที จะช่วยให้คงรูปไม่แตก)
3. จี่จนไข่เจียวสุกเหลือง ตักขึ้นพร้อมเสิร์ฟ

3. พิซซ่าเมล็ดเจียดอกกะหล่ำ

จากที่เคยทำผัดดอกกะหล่ำใส่เนื้อสัตว์มานับครั้งไม่ถ้วน ลองเปลี่ยนมาทำเมนูพิซซ่าเมล็ดเจียดอกกะหล่ำ ใส่ดอกกะหล่ำบดกับเมล็ดเจียและเครื่องปรุง ท็อปด้วยเครื่องเคราตามชอบและเอาไปอบจนสุก

ส่วนผสม พิซซ่าเมล็ดเจียดอกกะหล่ำ

• ดอกกะหล่ำ (หั่นเป็นชิ้น ๆ) ประมาณ 454 กรัม (1 ปอนด์)
• เมล็ดเจีย 3 ช้อนโต๊ะ
• น้ำเปล่า 6 ช้อนโต๊ะ
• ผงอัลมอนด์บด 1/2 ถ้วย
• เกลือ 1/2 ช้อนชา
• ผงกระเทียม 1/2 ช้อนชา
• ออริกาโน่ 1/2 ช้อนชา
• ท็อปปิ้งพิซซ่า ตามชอบ

วิธีทำพิซซ่าเมล็ดเจียดอกกะหล่ำ

1. เปิดเตาอบที่อุณหภูมิ 400 องศาฟาเรนไฮต์ และปูกระดาษรองอบบนถาดสำหรับอบ เตรียมไว้
2. ปั่นดอกกะหล่ำในเครื่องบดอาหารพอหยาบ ๆ (ให้มีลักษณะเหมือนข้าว)
3. เทส่วนผสมดอกกะหล่ำลงในหม้อ เติมน้ำเปล่าลงไปให้ท่วมส่วนผสมแล้วต้มจนเดือด จากนั้นลดไปลงต้มต่ออีกประมาณ 5 นาที
4. เทน้ำออกจนหมด พักไว้จนอุ่นแล้วนำไปแช่แข็งประมาณ 10 นาที
5. ผสมเมล็ดเจียกับน้ำเข้าด้วยกันแล้ววางพักทิ้งไว้จนส่วนผสมเหนียว
6. นำส่วนผสมดอกกะหล่ำออกจากตู้เย็น บีบน้ำออกจนแห้งแล้วใช้ผ้าซับน้ำออกจนแห้งสนิท
7. ใส่ดอกกะหล่ำลงในอ่างผสม ตามด้วยส่วนผสมเมล็ดเจีย ผงอัลมอนด์ เกลือ ผงกระเทียม และออริกาโน่แห้ง คนผสมให้เข้ากันเป็นเนื้อเดียว จากนั้นตักใส่ถาดแล้วเกลี่ยให้เรียบ หนาประมาณ 1/4 นิ้ว
8. นำไปอบประมาณ 30 นาที เมื่ออบครบ 15 นาทีแรกให้เปิดเตาแล้วกลับแผ่นแป้งแล้วอบต่ออีก 15 นาที อบจนเป็นสีเหลืองทองและแป้งแห้ง
9. นำแป้งพิซซ่าออกมาท็อปด้วยเครื่องต่าง ๆ ตามชอบแล้วนำกลับเข้าไปอบอีกครั้งจนหน้าพิซซ่าสุกประมาณ 5-10 นาที (จากสูตรนี้ใช้ซอสมารินารา หอมใหญ่ย่าง ผักโขมสด และพาร์มีซานชีส)

4. พิซซ่าฟักทองสปาเกตตีกับไก่บัฟฟาโล่

ลำพังแค่พิซซ่าฟักทองแม้จะอร่อยแต่ไม่ค่อยอยู่ท้อง ลองเติมเนื้อไก่ลงไปหน่อยดีไหม ขอนำเสนอเมนูพิซซ่าฟักทองสปาเกตตีกับไก่บัฟฟาโล่ ความพิเศษอยู่ที่หน้าพิซซ่าท็อปด้วยไก่รสเด็ดและราดซอสอะโวคาโด

ส่วนผสม แป้งพิซซ่า

• ฟักทองสปาเกตตี (ขนาดปานกลาง) 1 ลูก
• น้ำมันมะกอก 1 ช้อนโต๊ะ
• เกลือ
• พริกไทยดำป่น
• ไข่ไก่ 1 ฟอง
• มอสซาเรลล่าชีส 1/2 ถ้วย
• พาร์มีซานชีส 1 ช้อนโต๊ะ

ส่วนผสม ไก่บัฟฟาโล่

• ซอสบัฟฟาโล่วิงส์ 340 กรัม
• เครื่องปรุงผสม 30 กรัม
• กระเทียมสับ 2 หัว
• เนื้ออกไก่ไม่มีหนัง 1,300 กรัม
• เนย 3 ช้อนโต๊ะ

ส่วนผสม ซอสอะโวคาโด

• อะโวคาโด 1 ผล
• กรีกโยเกิร์ต 1/2 ถ้วย
• น้ำมะนาว 1 ผล
• ผงกระเทียม
• ผงขมิ้น
• ผงพริกปาปริก้า
• น้ำมันมะกอก 1/4 ถ้วย
• เกลือ
• พริกไทยดำป่น

วิธีทำพิซซ่าฟักทองสปาเกตตีกับไก่บัฟฟาโล่

1. ทำไก่บัฟฟาโล่ โดยนำซอสบัฟฟาโล่วิงส์ผสมกับเครื่องเทศและกระเทียม จากนั้นนำเนื้อไก่ลงมาคลุกเคล้าให้เข้ากัน ใส่กระทะนำขึ้นตั้งไฟอ่อนจนเนื้อไก่สุก แล้วนำมาฉีกให้เป็นฝอยด้วยส้อม นำขึ้นเตาอีกครั้ง ใส่เนยลงไปแล้วตั้งทิ้งไว้อีกประมาณ 1 ชั่วโมง จนซอสซึมเข้าไปในเนื้อไก่ สามารถเก็บเอาไว้ได้หลายวัน
2. เปิดเตาอบที่อุณหภูมิ 400 องศาฟาเรนไฮต์ ผ่าฟักทองออกเป็น 2 ส่วน ขูดเอาเมล็ดและกากออกให้หมด จากนั้นทาน้ำมันมะกอกบนเนื้อฟักทอง โรยเกลือและพริกไทยดำป่น ห่อด้วยอลูมิเนียมฟอยล์นำเข้าไปอบประมาณ 45-60 นาที
3. เช็กว่าฟักทองสุกหรือไม่ด้วยการใช้ส้อมจิ้ม ถ้าจิ้มลงไปได้ง่ายนั้นแปลว่าสุกแล้ว ทิ้งไว้ให้เย็นประมาณ 5 นาที แล้วขูดเนื้อฟักทองให้เป็นเส้นเล็ก ๆ เติมเกลือและพริกไทยตามชอบ
4. ตวงฟักทองให้ได้ 3 ถ้วย +1/2 ถ้วย นำไปใส่ในผ้าขาวบางแล้วคั้นให้น้ำออกให้มากที่สุด เพราะยิ่งฟักทองแห้งมากเท่าไรก็จะยิ่งทำให้เนื้อพิซซ่ากรอบมากขึ้น
5. นำเนื้อฟักทองมาผสมกับไข่ไก่ มอสซาเรลล่าชีส พาร์มีซานชีส เกลือและพริกไทย ปั้นเนื้อฟักทองให้เป็นแผ่นบาง ๆ วางลงบนกระดาษรองอบที่ทาน้ำมัน นำเข้าไปอบประมาณ 20 นาที แล้วกลับด้าน อบต่ออีก 10 นาที
6. ทำซอสอะโวคาโด โดยนำอะโวคาโด โยเกิร์ต น้ำมะนาว ผงกระเทียม ขมิ้น พริกปาปริก้า และน้ำมันมะกอกใส่ลงในเครื่องบด เติมเกลือและพริกไทยดำป่นตามชอบ เตรียมไว้
7. ตักไก่บัฟฟาโล่ที่ทำเสร็จใส่ด้านบนแป้งพิซซ่าแล้วโรยด้วยชีสมอสซาเรลล่า นำเข้าเตาอบอีกประมาณ 5 -10 นาที นำออกมา ราดด้วยซอสอะโวคาโด พร้อมเสิร์ฟ

5. พิซซ่ามะเขือม่วง

และแล้วก็ถึงเมนูพิซซ่าผักที่เหมาะสำหรับปาร์ตี้ ขอนำเสนอเมนูพิซซ่ามะเขือม่วง จับมะเขือม่วงหั่นเป็นแว่นราดซอสพิซซ่าและเครื่องเครา กินแค่ชิ้นเดียวคงไม่พอเนอะ

ส่วนผสม พิซซ่ามะเขือม่วง

• มะเขือม่วงลูกใหญ่ ขนาด 9 -10 นิ้ว จำนวน 1 ลูก
• เกลือ 1 ช้อนโต๊ะ
• น้ำมันมะกอก 2 ช้อนโต๊ะ
• เครื่องเทศอิตาเลียน 2 ช้อนชา
• ใบโหระพา 10 ใบ
• ชีสพาร์มีซานขูด 1/3 ถ้วย
• ชีสมอสซาเรลล่าชนิดไขมันต่ำ 1/3 ถ้วย
• พริกป่นสำหรับโรยหน้า

ส่วนผสม ซอสพิซซ่า

• น้ำมันมะกอกบริสุทธิ์ 2-3 ช้อนโต๊ะ
• กระเทียมหัวใหญ่สับ 3 หัว
• เนื้อมะเขือเทศพร้อมเปลือก 1 กระป๋อง (14.5 ออนซ์)
• เครื่องเทศอิตาเลียน 1/2 ช้อนชา
• ผงออริกาโน่ 1/4 ช้อนชา

วิธีทำพิซซ่ามะเขือม่วง

1. ล้างทำความสะอาดมะเขือม่วงให้สะอาดและหั่นเป็นแว่นหนา ๆ ประมาณ 3/4 นิ้ว นำมะเขือม่วงไปคลุกกับเกลือและนำมาวางบนกระดาษทิชชูหนา ๆ เพื่อให้ดูซับน้ำในมะเขือม่วงออกมา ทิ้งไว้ 30 นาที แล้วเคาะเอาเกลือออก
2. อุ่นน้ำมันมะกอก 2-3 ช้อนชาในกระทะแล้วนำกระเทียมลงไปผัดจนสุก ใส่มะเขือเทศหั่นลูกเต๋า เครื่องเทศ และผงออริกาโนลงไป ผัดจนมะเขือเทศกลายเป็นเนื้อเหนียวข้น ใส่น้ำลงไปเล็กน้อยเพื่อไม่ให้เหนียวจนเกินไป
3. นำมะเขือม่วงที่เคาะเกลือออกแล้วไปอบในเตาอุณหภูมิ 375 องศาฟาเรนไฮต์ 25 นาที เสร็จแล้วนำออกมาจากเตา ราดด้วยซอสที่เตรียมไว้ โรยชีสและใบโหระพา
4. นำเข้าไปอบในเตาอีก 6-7 นาที จนชีสละลายและเริ่มเป็นสีน้ำตาล นำออกจากเตาเสิร์ฟร้อน ๆ โรยพริกป่นเพื่อเพิ่มสีสันและรสชาติ





เมนูอาหาร พิซซ่าผัก ไอเดียทำพิซซ่าคลีนอิ่มอร่อยไม่ทำร้ายสุขภาพ ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.parpaikin.com/เมนูอาหาร/

9
บ้านขนาดเล็กสไตล์กระท่อม รูปทรงน่ารัก ราคาประหยัด และใช้พื้นที่ในการก่อสร้างไม่มากนัก หากใครมีพื้นที่บริเวณบ้านเหลือๆ ลองสร้างดูสักหลังสิคะ

หากใครกำลังมองหาแบบบ้านหลังเล็ก น่ารัก ราคาประหยัด ไว้สำหรับพักผ่อนวันหยุดสุดสัปดาห์ หรือช่วงวันหยุดยาว ในวันนี้เรามีแบบบ้านสไตล์กระท่อม ซึ่งใช้พื้นที่ในการก่อสร้างไม่มากมาฝากเพื่อนๆ ค่ะ จะมีแบบไหนบ้างเราไปดูกันเลย!

1. A-Frame
แบบบ้านกระท่อมน้อยทรงสามเหลี่ยม หรือที่เรียกกันว่า เอ-เฟรม (A-Frame) ตัวบ้านทำด้วยไม้ทั้งหลังและมีโครงสร้างบ้านที่เรียบง่าย ลักษณะเด่น คือ รูปแบบหลังคายาวลงมาเกือบถึงระดับพื้น บ้านแบบนี้เคยได้รับความนิยมในสหรัฐอเมริกา ช่วง พ.ศ.2498 ส่วนในประเทศไทยอาจใช้กันน้อย เพราะปัญหาความร้อนจากใต้หลังคา แต่ด้วยการก่อสร้างที่ไม่ซับซ้อนเลยทำให้มีราคาไม่สูงนัก จึงเหมาะกับการทำเป็น ที่พักอาศัย เช่น บังกะโล หรือเป็นบ้านหลังที่สองไว้สำหรับพักผ่อน

2. Silo Studio
แบบบ้านกระท่อมทรงสูงที่คล้ายกับบ้านคนแคระ ทำให้คุณรู้สึกราวกับอยู่ในโลกของนิยาย ด้วยลักษณะของกระท่อมทำจากไซโล หรือถังเก็บข้าวเปลือกขนาดใหญ่ ทำให้คุณหมดกังวลเรื่องพื้นที่ใช้สอยที่อาจจะไม่เพียงพอ เพราะมีถึง 2 ชั้น ด้วยกัน ส่วนการตกแต่งภายใน ชั้นล่างจะเป็นห้องครัว ส่วนชั้นสองเป็นห้องนอน มีหน้าต่างกระจกที่สามารถมองเห็นวิวของต้นไม้ไกลสุดลูกหูลูกตา พร้อมตื่นรับวันใหม่ด้วยเสียงปลุกของบรรดาเหล่านก เรียกว่าใกล้ชิดธรรมชาติสุดๆ

3. Tree Sparrow House
หรือจะเรียกบ้านนกกระจอกก็ได้ค่ะ เพราะภายในมีรูปลักษณ์เหมือนกันเลย กระท่อมน้อยขนาดกะทัดรัดกำลังดี มีโครงสร้างง่ายๆ รูปแบบไม่ซับซ้อน แต่ฟังก์ชั่นการใช้งานภายในจัดว่าครบครัน มีทั้งห้องน้ำ ห้องนอน ห้องครัว และกำลังเป็นที่นิยมทั่วโลกเลยค่ะ (อยากได้สักหลังจัง (*0* ))

4. Aroma(n)tica Treehouse
กระท่อมไม้ใต้ถุนสูง มักสร้างบนต้นไม้ อยู่ระหว่างกลางของกลุ่มต้นไม้ ก็เป็นไอเดียที่แปลกแหวกแนวไปอีก ข้อดีของการสร้างบ้านแบบนี้คือคุณจะได้ความเป็นส่วนตัวอย่างมาก อีกทั้งมีธรรมชาติรายล้อม ช่วยบังแดดบังเงาได้ดี แถมยังมีลมโกรกตลอดทั้งวัน แต่ข้อเสียคืออาจไม่ปลอดภัยสำหรับเด็กเล็ก เพราะอาจผลัดตกลงไปได้ งานนี้ก็ต้องระวังกันหน่อยล่ะค่ะ

5. Eco Pod Two
กระท่อมรูปทรงแปลกตา แฝงไปด้วยความน่ารักและอบอุ่น ทำให้น่าอยู่ไม่น้อย การออกแบบของกระท่อมเรียบง่าย แต่แข็งแรง สามารถรองรับน้ำหนักของหิมะที่ตกทับถมกันได้เป็นอย่างดี หลังคาและตัวกระท่อมทำจากไม้ทั้งหมด แม้จะมีพื้นที่ไม่มาก แต่ก็เพียงพอสำหรับวางเตียงนอน ทำห้องครัว ห้องน้ำ โต๊ะกินข้าว และโซฟานั่งเล่น เรียกได้ว่าครบครันทุกความต้องการเลยทีเดียว




บ้าน สไตล์กระท่อม แบบบ้านที่ใครก็ใฝ่ฝัน ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.gurubaan.com/บ้าน/

10
Huawei P20 Pro เป็นสมาร์ทโฟนที่มีกล้องถ่ายรูปดีที่สุดในขณะนี้จาก DxOMark โดยทำคะแนนเฉลี่ย 109 คะแนน โดยคะแนนนำโด่งจากเรือธงของค่ายอื่นแบบไม่เห็นฝุ่น ตามมาด้วยอันดับสองคือ P20 ที่คำคะแนนรวมเฉลี่ยได้ 102 คะแนน

เลนส์กล้องของ Huawei P20 Pro เลนส์หลักความละเอียด 40 ล้านพิกเซล มีขนาด 1/1.73” เซ็นเซอร์ RGB ที่มีโครงสร้างแบบ Quad Bayer รูรับแสง f/1.8 เป็นเลนส์ 27mm พร้อมเลนส์ Telephoto ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล ขนาด 1/4.4” เซ็นเซอร์ RGB รูรับแสง f/2.4 มีระบบกันภาพสั่นไหว OIS และสำหรับเลนส์ตัวที่ 3 เป็นเซ็นเซอร์ Monochrome ความละเอียด 20 ล้านพิกเซล ขนาด 1/2.78” รูรับแสง f/1.6 เป็นเลนส์ 27

พูดถึงจุดเด่นกล้องของ P20 Pro คือความสามารถในการเก็บรายละเอียดของภาพได้อย่างดีเยี่ยมเมื่อทำการซูมในระยะช่วงกลางและระยะทางยาวสุดภาพที่ได้ยังคมชัด ซึ่งการมีเลนส์ที่ซูมได้ทำให้การทำเอฟเฟ็กต์โบ้นั้นทำระยะลึกของภาพเพื่อเบลอฉากหลังได้อย่างสวยงาม

สำหรับระบบออโต้โฟกัสนั้นทำได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ ลดการเกิดนอยซ์หรือสัญญาณรบกวนภาพได้ดีในขณะถ่ายตอนกลางคืน การเลือกจุดโฟกัสและรับรับแสง รวมไปถึงไฟแฟลช ทำได้ดีมากในทุกช่วงเวลา

จุดด้อยที่พบในการทดสอบคือการมีแสงสีส้มหรือชมพูในบางครั้งเมื่อถ่ายภาพแสงไฟหรือในร่ม เมื่อทำการปรับหาค่าความสมดุลสีขาวเป็นเฉพาะกับโหมดซูม รายละเอียดเต็มๆ ดูได้ที่เว็บ DxOMark



UPDATE คะแนนจาก DXOMARK ล่าสุด HUAWEI P20 PRO ได้อันดับ 1 สมาร์ทโฟน กล้องดีที่สุดในปัจจุบัน  ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.potatotechs.com/สมาร์ทโฟน/

11
สิ่งต่างๆ รอบตัวย่อมมีการเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ก็เหมือนกับอายุของคนเราที่เพิ่มมากขึ้นทุกปี เช่นเดียวกับน้องหมาที่เมื่อมีอายุมากขึ้นร่างกายก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลง ระบบอวัยวะต่างๆ

หรือภูมิคุ้มกันโรคก็จะเริ่มเสื่อมลง จากน้องหมาที่เคยวิ่งได้อย่างคล่องตัวก็กลับกลายเป็นน้องหมาที่เดินอย่างเชื่องช้า ไม่กระฉับกระเฉง ตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อมลดน้อยลง หรือมีนิสัยและพฤติกรรมไม่เหมือนเดิม รวมถึงเกิดปัญหาสุขภาพ และโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ซึ่งเราจำเป็นที่จะต้องทำความเข้าใจและเพิ่มการดูแลเอาใจใส่น้องหมาแก่ให้มากขึ้นเพื่อน้องหมาจะได้มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงและอายุยืนยาว…

ฉะนั้น วันนี้ปังปอนด์ก็เลยหยิบเทคนิคการดูแลน้องหมาแก่ให้มีอายุยืนยาวมาฝากเพื่อนๆ กันค่ะ จะมีเรื่องอะไรบ้างเราไปดูกันเลย ^^”

สัญญาณที่บอกว่าน้องหมาของเราเริ่มแก่?

ก่อนอื่นเราต้องมาทำความเข้าใจกันก่อนค่ะว่า ช่วงอายุของน้องหมาเมื่อเทียบกับมนุษย์แล้ว อายุของน้องหมาจะก้าวกระโดดเร็วกว่าอายุของมนุษย์อย่างเราๆ ประมาณ 7 เท่าตัว ซึ่งน้องหมาที่มีอายุมากกว่า 7 ปีขึ้นไปถือเป็นน้องหมาที่เริ่มก้าวเข้าสู่วัยแก่ที่ต้องการการดูแลเอาใจใส่เป็นพิเศษแล้วล่ะค่ะ โดยเราสามารถสังเกตจากภายนอกได้ง่ายๆ คือ

– จะเริ่มพบเห็นขนบริเวณใบหน้าหรือรอบปากที่เปลี่ยนเป็นสีขาว หรือสีเทา
– ฟันผุ
– เล็บหลุด
– บางตัวจะเริ่มลุกขึ้นยืน เดิน หรือเปลี่ยนอิริยบทท่าต่างๆ ได้ช้าลง
– ขนร่วง
– หูจะเริ่มไม่ค่อยดี
– ตามองไม่ค่อยเห็น
– กินอาหารได้น้อยลง
– อั้นอึฉี่ไม่ค่อยได้
ฯลฯ

หากน้องหมาของผู้เลี้ยงเริ่มมีความเปลี่ยนแปลงตรงกับที่กล่าวมาสัก 2-3 ข้อ ก็ให้ผู้เลี้ยงแน่ใจได้เลยว่า น้องหมาของผู้เลี้ยงเริ่มเข้าสู่วัยแก่ที่ต้องการดูแลเอาใจใส่จากผู้เลี้ยงเพิ่มมากขึ้นแล้วล่ะค่ะ

น้องหมาแก่กับพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป

นอกจากสภาพร่างกายภายนอกของน้องหมาจะเปลี่ยนไปแล้ว ปัญหาหนึ่งที่อาจพบได้ในน้องหมาแก่ คือ ปัญหาพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปจากตอนเป็นสุนัขวัยรุ่น เช่น เดินวนไปวนมาอยู่ที่เดิม เห่าไม่รู้สาเหตุ สนใจสิ่งแวดล้อมและเจ้าของลดลง เดินชนสิ่งของต่างๆ อึฉี่ไม่เป็นที่ นอนไม่เป็นเวลา นอนกลางวันตื่นตอนกลางคืน เป็นต้น (อ่านบทความเพิ่มเติมเกี่ยวกับพฤติกรรมของน้องหมาแก่ได้ที่บทความ 10 พฤติกรรมแปลกๆ ของน้องหมาแก่ )

ปัญหาเหล่านี้มักเกิดจากอาการหลงลืมหรือโรคอัลไซเมอร์ (canine cognitive dysfunction syndrome) ที่พบมากในน้องหมาแก่ (อ่านบทความเพิ่มเติมเกี่ยวกับ โรคอัลไซเมอร์ในสุนัข ) ซึ่งเป็นความผิดปกติของการรับรู้ และความคิด ทำให้สมองไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ ส่งผลต่อการเคลื่อนไหว การควบคุมอารมณ์ ความทรงจำ ทำให้น้องหมาไม่สามารถทำกิจวัตรประจำวันเหมือนปกติได้ ซึ่งผู้เลี้ยงเองก็ควรทำความเข้าใจ และเรียนรู้กับพฤติกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับน้องหมาแก่ อย่าลงโทษน้องหมาด้วยการตีเพราะเขาอาจจะไม่รู้ตัวว่าเขากำลังทำผิด แต่ให้กระตุ้นความทรงจำน้องหมาโดยการหาเกมส์ สั่งให้ทำตามคำสั่ง หรืออาจจะย้ายตำแหน่งชามข้าวเพื่อฝึกประสาทการดมกลิ่น และฝึกให้น้องหมาได้ใช้สมอง รวมถึงอย่าลืมที่จะแบ่งเวลาให้กับน้องหมาแก่ เพราะน้องหมาวัยนี้จะค่อนข้างอ่อนไหวง่าย และมีความไม่มั่นคงทางด้านอารมณ์ การผู้เลี้ยงอยู่ข้างๆ คอยลูบหัวเบาๆ ก็จะทำให้เขารู้สึกปลอดภัย และไม่รู้สึกว่าถูกทิ้ง ทั้งนี้ ในน้องหมาบางตัวที่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้จากการฝึกฝนปรับพฤติกรรม สัตวแพทย์ก็อาจจ่ายยาระงับประสาทบางชนิดมาเป็นตัวช่วยให้น้องหมาสงบขึ้นก็ได้ค่ะ

โภชนาการที่ดีสำหรับน้องหมาสูงวัย

น้องหมาที่มีอายุมากๆ มักจะใช้พลังงานน้อย ทำกิจกรรมระหว่างวันน้อยลงกว่าตอนที่ยังเป็นวัยรุ่น และใช้เวลาส่วนใหญไปกับการนอน จึงทำให้มีความต้องการพลังงานจากอาหารลดน้อยลงกว่าเดิมประมาณ 20% ฉะนั้น การเลือกชนิดอาหารที่เหมาะสมกับน้องหมาแก่จึงจำเป็นที่จะต้องดูแลเอาใจใส่เป็นพิเศษ จากเมื่อก่อนที่ผู้เลี้ยงอาจจะเคยให้อาหารชนิดแข็งๆ หรือเนื้อสัตว์ที่ย่อยยาก ก็ควรเปลี่ยนมาเป็นอาหารที่กินง่ายย่อยง่ายขึ้นเช่นพวกเนื้อปลา ไก่ ผัก ผลไม้ หรืออาหารสำเร็จรูปสูตรสุนัขสูงวัย ที่มีการเติมสารเสริมอาหารที่ช่วยในการเสริมสร้างร่างกายส่วนต่างๆ เช่น กลูโคซามีน ที่ช่วยในการบำรุงข้อต่อให้น้องหมาเคลื่อนไหวดีขึ้น กรดไขมันโอเมก้า-3 มีฤทธิ์ในการต้านการอักเสบในร่างกาย ช่วยในการทำงานของระบบประสาท วิตามินซีและวิตามินอี ที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ที่น้องหมาสามารถกินได้ง่ายแทนนะคะ



รวมเทคนิคดูแล อาหารหมา แก่ให้มีอายุยืนยาว ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.petcitiz.info/อาหารหมา/

12
อาการแพ้ไรฝุ่น มีดังนี้?

หอบหืด ไอ จาม คัดจมูก เหนื่อยง่าย

หายใจไม่สะดวก

เจ็บ หรือแน่นบริเวณหน้าอก

หายใจแรง นอนมีเสียงกรน

คันตามผิวหนัง เมื่อเกาจะมีผื่น บวม แดง

จะแสดงอาการชัดขึ้นเมื่อมีสิ่งเร้า หรือตัวกระตุ้น ในบริเวณที่พักอาศัย

 

สาเหตุการแพ้ไรฝุ่นเกิดจาก?

          "ไรฝุ่น"  เป็นสาเหตุให้เกิดอาการแพ้ได้หลายอย่าง เมื่อมีการสัมผัสหรือหายใจเอาของเสียที่ถูกขับออกมาจากตัวไรฝุ่นเข้าไป (หรือที่มักเรียกว่า ขี้ฝุ่น หรือขี้ไรฝุ่น) เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อสารแปลกปลอมที่ผ่านเข้าไป โดยการผลิต สารภูมิต้านทานขึ้นมา เรียกว่า สารแอนติบอดี้ (Antibody) และซึ่งเราเรียกสารดังกล่าวว่า เป็นสารก่อภูมิแพ้ เมื่อเผชิญกับสารก่อภูมิแพ้นั้น ๆ ในครั้งต่อไป ร่างกายก็จะปล่อยสารฮีสทามีนที่ทำให้เกิดอาการภูมิแพ้ต่าง ๆ


           อาการแพ้ไรฝุ่น แตกต่างจากอาการแพ้ที่เกิดจากมลพิษตรงที่อาจเกิดอาการต่อเนื่องกันทั้งปีที่ที่จะกลายเป็นโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ เพราะเหตุว่าของเสียที่ขับออกมาจากตัวไรฝุ่น จะลอยอยู่ในอากาศรอบ ๆ ตัวตลอดเวลา

           เมื่อเราอาศัยอยู่ภายในบ้าน เมื่อสะบัดผ้าปูที่นอน หมอน หรือเลื่อนผ้าม่าน จะทำให้ขี้ไรฝุ่นฟุ้งกระจายทำให้เกิดอาการภูมิแพ้ขึ้น เมื่อหายใจเอาของเสียจากไรฝุ่นเข้าไปเป็นเวลานาน ๆ จะทำให้เกิดอาการภูมิแพ้มากขึ้นเรื่อยๆ จนเกิดการอักเสบเรื้อรังจนกลายเป็นโรคหอบหืดได้


อาการแพ้ไรฝุ่น และสาเหตุการแพ้ไรฝุ่นเกิดจาก? ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/happygurubaan/videos/1963662717230956/

13
วันนี้มาเขียนเกี่ยวกับ Huawei Mate 9 กับปัญหาที่เกิดและวิธีแก้ไขเบื่องต้น

ปัญหาที่ 1: ปัญหาที่มาจากการติดตั้ง Nova luncher หรือ third-party launchers อื่นๆ
เป็นปัญหาที่สามารถพบได้หลังจากมีการติดตั้ง Nova luncher หรือ Luancher เจ้าอื่นๆโดยอาการจะเป็นว่า จะมีการปิด App โดยที่เราไม่ได้กดเองบ่อยๆ หรือ ตัว Luancher ถูกเปลี่ยนกลับไปเป็น luancher เดิมของเครื่องเองอัตโนมัติ โดยจะต้องกลับไปใหม่เองอีกครั้งใน Setting บ่อยๆ

วิธีแก้ไข
ดูเหมือนว่าอาจจะมีสาเหตุมาจากการที่ เครื่องมีการจัดการ แรม(RAM)หนักๆ และพยายามหยุด App ที่รันอยู่เบื่องหลังนั้นรวมถึง Luncher ที่เรารันอยู่ด้วย ซึ่งถ้าเป็นสาเหตุนี้อาจจะต้องรอมีการอัพเดทซอฟแวร์ออกมาเพื่อแก้ไข
เราสามารถกัน Recent App หรือ Luancher App ที่อยู่ข้างหลัง ไม่ให้ถูดจัดการได้ โดยการเปลี่ยนกลับไปที่ Luancher เดิมของเครื่อง และกดเปิดเข้าไปใน Luancher และหลังจากนั้นกด เข้าไปใน Recent App แล้วกด Lock ที่รูป Lock ไอคอน เพื่อให้ App ไม่ถูกจัดการไป
สำหรับ Nova luncher นั้น มีฟังชั่นชื่อว่า “Aggressive Desktop” ให้ลองเปิดเหมือนจะแก้ไขได้สำหรับบางคน

ปัญหาที่ 2: ปัญหาเรื่องประสิทธิภาพเครื่อง
ผู้ใช้งานบางคนพบปัญหาระหว่างใช้งานคือ มีอาการแลคเกิดขึ้น หรือสุ่มเกิดอาการค้างเกิดขึ้น

วิธีแก้ไข

ให้ ดาวโหลด Greenify ที่อยู่ใน Google Play Store. โดย App นี้จะแสดงรายการของ App ทั้งหมดที่รันอยู่ และคอยกรตุ้นเรื่องอยู่ตลอดเวลา และมี Setting ให้กำหนดแก้ค่าต่างๆกับ App นั้นได้ เพื่อลดปัญหาของเครื่อง
App เถื่อน หรือ App ที่เราลงมาอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เครื่องเราเจอปัญหานี้ ให้ลองเปิดมือถือด้วยการเข้า Safe Mode (สามารถดูวิธีเข้า Safe Mode ได้ด้านล่าง) ถ้าเข้ามาแล้วปัญหาหายไป แสดงว่าน่าจะมาจาก App ที่เราลงไป ให้ลองไล่ลบ App ที่คาดว่าเพิ่งลงไปก่อนที่จะเกิดปัญหา ถ้านึกไม่ออกหาไม่เจอ แนะนำให้ factory reset แล้วลองดูอาการ แต่การทำ factory reset จะทำให้ดาต้าทั้งหมดในเครื่องหายไป ควร backup ข้อมูลสำคัญไว้ก่อน

ปัญหาที่ 3: ปัญหาเรื่องแบตหมดไว หรือ Battery drain
ผู้ใช้งานบางคนบอกว่าแบตอยู่ได้แค่ 6-8 ชั่วโมงๆทั้งๆที่ไม่ค่อยได้ใช้งาน

วิธีแก้ไข

ให้คอยสังเกตุ battery stats เพื่อดูว่า Application อะไรที่เป็นคนทำให้แบตหมดไวหลังจากนั้นให้ลองลบ App นั้นออกไปหรือ รอให้มีการอัพเดทเพื่อแก้ไข โดยส่วนใหญ่คนที่เจอ จะเจอจากการที่ Exchange email App หรือในบางกรณี มาจากการ Syn ของ Google Calendar

ปัญหาที่ 4: ปัญหาเรื่องการเชื่อมต่อ
ปัญหาที่เกิดขึ้นอาจเกิดได้ทั้ง Bluetooth และ Wi-Fi แต่ส่วนมากจะเปิดปัญหากับ Wi-Fi ที่มีให้ใส่ Password เพื่อใช้งาน

วิธีแก้ไข
ไม่สามารถเชื่อมต่อ Wi-Fi ที่มีพาสเวิร์ดได้ โดย Mate 9 นั้นสามารถเชื่อมต่อ Wi-Fi ปกติได้อย่างดีเลย แต่ดูเหมือนจะมีปัญหากับ Wi-Fi ที่มี Password แบบ EAP โดยปุ่ม Connect หรือ Save นั้นจะเป็นสีเทาๆถึงแม้จะกรอก Username และ Password ถูก วิธีแก้ไขง่ายๆเลยโดยการเปลี่ยน CA Certificate setting จาก “Unspecified” ไปเป็น “Do not validate.”
ปัญหาทั่วไปเกี่ยวกับ Wi-Fi
ปิดเครื่องและปิด Router ซักสิบวิแล้วลองเปิดใหม่
ไปที่ Settings –> Power saving แล้วเซ็คว่า ปิดอยู่รึเปล่าถ้าเปิดอยู่ให้ลองปิดดู
ลองหา Application พวก Wi-Fi Analyzer แล้วลองหา Channel Wi-Fi ที่ดีขึ้น
ลอง Forget the Wi-Fi connection โดยไปที่ Setting -> Wi-Fi และกดค้างที่ Wi-Fi ที่ต้องการจะ Forget และลองเชื่อมต่อใหม่
ให้มั่นใจว่า Firmware Router และบนมือถือ นั้นใหม่สุดเสมอ
ให้ไปที่ Wi-Fi –> Settings –> Advanced และดู Mac Address ของเรานั้นไม่ได้ถูก Block จาก Router นั้น
ปัญหาทั้วไปเกี่ยวกับ Bluetooth
ลองเช็คที่อุปกรณ์ หรือ รถที่ต้องการเชื่อมต่อและ Reset ตามคู่มือ
ไปที่ Settings –> Bluetooth และให้มั่นใจว่าไม่มีเซ็ทค่าว่าให้ใช้งานเฉพาะเวลา ชาร์จแบต
ไปที่ Settings –> Bluetooth และลบอุปกรณ์ที่ Pair อยู่ออกให้หมดและเริ่มใหม่
รออัพเดทแก้ไข

ปัญหาที่ 5: ปัญหาเรื่อง ไม่มีที่ให้ปรับเสียงตอน Lock Screen และ Touch sensitivity และ บัค Notification
ปัญหาพวกนี้ดูเหมือนจะต้องรออัพเดทออกมาเพื่อแก้ไขอย่างเดียวเลย

***วิธี Hard reset, Safe Mode, wipe cache partition***

Hard Reset
วิธีที่ 1ให้ทำการปิดเครื่องหลังจากนั้นให้กดปุ่ม Power ค้าง และกดปุ่มลดเสียงพร้อมกัน และให้ปล่อยมือเมื่อมีรูปโลโก้ Huawai ขึ้นมา และหลังจากนั้นพอมีเมนูขึ้นมาให้ใช้ปุ่มลดเสียงเพิ่มเสียงเพื่อเลื่อนตัวเลือกไปที่ wipe data/factory reset และ กดปุ่ม Power เพื่อเลือก
วิธีที่ 2 ให้ไปที่ Setting -> Advanced Setting -> Backup & Reset เลือก Factory Data Reset และกดตกลง
วิธีที่ 3 กด *#*#2846579#*#* ที่ App โทรศัพท์ แล้ว เลือก Reset Factory.
Boot into Safe Mode(เข้าเซฟโหมด)
ปิดเครื่อง แล้วเปิดเครื่องใหม่โดยกดปุ่ม Power ค้างไว้ แต่พอ โลโก้ Huawei ขึ้นมา ให้ปล่อยปุ่มเปิดเครื่อง และรีบกดปุ่ม ลดเสียงค้างไว้จนกว่าเครื่องจะ Reboot แล้วเห็นข้อความว่า Safe Mode ที่มุมซ้ายล่างของจอ
Restart อีกครั้งเพื่อออกจาก Safe Mode

ซ่อมมือถือ ปัญหาที่เจอกับ HUAWEI MATE 9 และวิธีแก้ไขเบื้องต้น ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.youtube.com/watch?v=sYntSJn61LM

14
อื่นๆ / กำจัดไขมัน-และไขมัน,ท่ออุดตัน
« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 15, 2018, 09:56:27 PM »
ลักษณะ ของ
เป็นเอนไซม์บริสุทธิเข้มข้นสูตรน้ำ บรรจุขวด 1000,100 ซีซ๊
ส่วนประกอบสำคัญ
สารสกัดจากพืชและผลไม้ 100%
ประสิทธิภาพ ดับกลิ่น จะออกฤทธิ ทันที ส่วนไขมันจะไม่มีการก่อตัวเป็นก้อนอีกตลอดไป

วิธีแก้ท่อตัน

วิธีใช้ เพื่อกำจัดกลิ่นและป้องกันท่อตันด้วยตัวเอง

1.กลิ่นจากท่อน้ำ ผสม 1ซีซี/น้ำ1ลิตร ลาดตามท่อระบายและโถส้วม

2.ใช้ผสมน้ำเจือจางฉีดพ่นบนโต๊อาหารเพื่อลดกลิ่นอับ,ลดไขมันต้นเหตุแมลงวัน

3.ใช้ในบ่อบำบัดน้ำเสียที่มีปริมาณไขมันสูง

4.ผสมน้ำเจือจาง ใช้ฉีดพ่นด้วยปั๊มแรงดันสูงเพื่อทำความสะอาดในรางระบายหรือท่อน้ำทิ้ง
(สูตรเพื่อความประหยัดควรผสมน้ำในอัตราส่วน 1:200-1:2000)เท่า
เนื่องจากZymetec-zไม่ใช่สารเคมีหรือสารระเหยไดๆจึงจัดอยู่ในกลุ่มที่ไม่ใช่วัตถุอันตราย ผลิตด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์จึงเชื่อถือได้ว่าปลอดเชื้อและปลอดภัย100%non toxic ไมเกิดอาการแพ้ไดๆ

โครงสร้างทางเคมีของไขมัน
ไขมันประกอบไปด้วยธาตุหลัก 3ชนิด ได้แก่ คาร์บอน ไฮโดรเจน และ ออกซิเจน เช่นเดียวกับคาร์โบไฮเดรตและโปรตีน
อย่างไรก็ตามไขมันมีองค์ประกอบเป็นคาร์บอนและไฮโดรเจนแต่มีออกซิเจนน้อย
ไขมันยังสามารถแบ่งตามการมีพันธะคู่ของคาร์บอนอะตอมภายในกรดไขมันได้แก่
กรดไขมันอิ่มตัว (Saturated fatty acids) ซึ่งไม่มีพันธะคู่ระหว่าง
อะตอมของคาร์บอน ปกติพบได้ในไขมันจากสมองสัตว์หรือเครื่องในสัตว์
กรดไขมันไม่อิ่มตัว (Unsaturated fatty acids) ซึ่งมีพันธะคู่ พบได้ในไขมันพืช
ส่วนไขมันในระบบน้ำเสียหรือท่อน้ำทิ้ง คือไขมันที่ผ่านการใช้งาน ซึ่งจัดอยู่ในรูปของเสีย และเป็นต้นเหตุของปัญหาที่มีต่อระบบนิเวศ แต่โครงสร้างของมันจะยังไม่เปลี่ยนแปลง คนส่วนใหญ่มักจะมองเห็นความสำคัญเมื่อของปัญหา เมื่อเวลาที่พวกมันก่อตัวเป้นของแข้งแล้ว นั่นคือปลายเหตุของไขมัน คือการยับยั้งการก่อตัวตลอดไปของไขมัน ด้วยการตัดข้อต่อเชื่อม ระหว่างสารประกอบ ที่เรียกว่าโมเรกุล เช่นตัวอย่างโมเรกุลไขมันดังภาพด้านล่างนี้….กล่าวคือH,O,C,จะเป็นอิสระตลอดไปทำงาน
ย่อยไขมันในท่อน้ำทิ้ง
หลักการทำงาน





กำจัดไขมัน-และไขมัน,ท่ออุดตัน เพิ่มเติมคลิ๊กที่นี่https://www.bciworld.net/

15
ห้องน้ำมีกลิ่นเหม็นแก้ไขอย่างไร?

การแก้ไขปัญหาห้องน้ำมีกลิ่นเหม็น ต้องแก้ไขด้วยวิธีธรรมชาติ เมื่อของเสียเกิดขึ้นต้องเติมจุลินทรีย์เพื่อทำการย่อยสลายของเสียที่เกิดขึ้นให้สมบูรณ์ กลิ่นเน่าเหม็นก็จะหายไป กลิ่นเน่าเหม็นที่เกิดขึ้นเกิดจากการทำปฏิกิริยาที่ไม่สมบูรณ์ของจุลินทรีย์อีกกลุ่มหนึ่ง ดังนั้น วิธีแก้ไขจึงต้องเพิ่มปริมาณเติมจุลินทรีย์ลงไปในระบบหรือจุดที่มีปัญหา

วิธีดับกลิ่นเหม็นในห้องน้ำ/ วิธีดับกลิ่นส้วมเหม็น ด้วยจุลินทรีย์

จุลินทรีย์ ถูกออกแบบมาเพื่อดับกลิ่นเหม็นในห้องน้ำ ห้องส้วม กลิ่นเหม็นจากท่อน้ำทิ้ง ท่อระบายน้ำ และบำบัดน้ำเสีย สำหรับวิธีการใช้จุลินทรีย์ ดับกลิ่นห้องน้ำ ให้ใช้ตามคำแนะนำที่ให้กับลูกค้าทุกครั้ง

กลิ่นเหม็นในห้องน้ำมาจากจุดใด? เรียงตามลำดับจากมากไปหาน้อยดังนี้

1. ท่อน้ำทิ้ง( ท่อเดรน)หรือท่อระบายน้ำในห้องน้ำ ( จุดใหญ่ )

2. โถส้วมหรือชักโครก

3. โถปัสสาวะในห้องน้ำ ( ถ้ามี )

4. พื้นห้องน้ำสกปรก

5. อ่างล้างมือ

ดังนั้น การทำความสะอาดห้องน้ำด้วยจุลินทรีย์-Kasama จึงต้องทำให้ครอบคลุมในทุกๆจุดที่มีปัญหา จึงจะสามารถลดกลิ่นหรือดับกลิ่นในห้องน้ำได้อย่างสมบูรณ์แบบ

กลิ่นเหม็นในห้องน้ำ ส่วนใหญ่จะมาจากท่อน้ำทิ้ง ท่อระบายน้ำ มีน้อยที่มาจากโถส้วมหรือชักโครก โดยเฉพาะท่อน้ำทิ้งในห้องน้ำ ท่อระบายน้ำหรืออ่างล้างมือที่ต่อท่อน้ำทิ้งลงรวมในบ่อเกรอะ ( บ่อเกรอะคือบ่อรับของเสียจากส้วมหรือชักโครกทั้งหมด ) ดังนั้นกลิ่นเหม็นจากท่อน้ำทิ้งจึงเป็นกลิ่นที่ลอยขึ้นมาตามท่อจากบ่อเกรอะ แต่ในบางกรณีที่ท่อน้ำทิ้งมีสิ่งสกปรกเกาะอยู่ตามท่อ เช่น ของเสียจากการอาบน้ำและอื่นๆ นานๆเข้าอาจส่งกลิ่นแรงได้ ดังนั้น จึงต้องหมั่นทำความสะอาดท่อน้ำทิ้งด้วยการใช้จุลินทรีย์ทำความสะอาดท่อไม่ให้สิ่งสกปรกเกาะอยู่ตามลำท่อ กับปัญหาท่อน้ำทิ้งมีกลิ่นลอยขึ้นมา โดยเฉพาะช่วงเวลาที่ฝนตกหรือฤดูหนาว กลิ่นจะรุนแรงเป็นพิเศษและเกิดขึ้นบ่อยๆ ส่วนใหญ่จะคิดว่ากลิ่นมาจากชักโครก ในห้องน้ำแต่ละห้องจะมีท่อน้ำทิ้งหรือท่อเดรน เพื่อรับน้ำทิ้งจากการใช้สอยของคนเรา และท่อน้ำทิ้งเหล่านี้แหละคือตัวต้นเหตุของปัญหาท่อน้ำทิ้งมีกลิ่นเหม็น เพราะสิ่งสกปรกขนาดเล็กจะเกาะอยู่ตามท่อน้ำทิ้ง ซึ่งท่อน้ำทิ้งจะเป็นท่อพีวีซีที่ของเสียต่างๆเกาะติดได้ง่าย เมื่อสะสมนานๆเข้าจึงเกิดกลิ่นขึ้นมา และในบางกรณีท่อน้ำทิ้งดังกล่าวยังไปต่อเชื่อมเข้ากับบ่อเกรอะอีก ทำให้กลิ่นยิ่งรุนแรงขึ้นหลายเท่าตัว ทั้งกลิ่นจากบ่อเกรอะและกลิ่นของเสียที่เกาะติดอยู่กับท่อน้ำทิ้ง กรณีที่ท่อน้ำทิ้งเชื่อมต่อเข้ากับบ่อเกรอะ วิธีแก้ไขควรแยกบ่อน้ำทิ้งใหม่ ( ถ้ามีที่มากพอ ) เพราะโดยปกติทั่วไป บ่อรับน้ำทิ้งกับบ่อเกรอะต้องแยกกันคนละบ่อ ถ้านำมารวมเป็นบ่อเดียวกันจะเกิดปัญหากลิ่นแน่นอน ไม่ว่าบ้านใหม่หรือบ้านเก่าก็ตาม

ในทุกๆบ้านต้องมีส้วมประจำบ้าน และบ้านใดสะอาดหรือไม่บางท่านวัดกันที่ส้วมหรือสุขา ส้วมจึงเป็นเสมือนสัญญลักษณ์แห่งความสกปรกหรือสะอาดก็ได้ ขึ้นอยู่กับการใส่ใจทำความสะอาดของเจ้าของส้วม
ส้วมมีกลิ่น เกิดจากอะไร? ในแต่ละวันส้วมจะเป็นจุดรับของเสีย ซึ่งมีทั้งอุจจาระและปัสสาวะเป็นส่วนใหญ่ และบ้านบางหลังยังรวมเอาน้ำทิ้งจากการใช้น้ำชำระร่างกายและอื่นๆรวมเข้าไปในส้วมด้วย เมื่อของเสียและสิ่งสกปรกรวมตัวกันก็เกิดการเน่าเสียเกิดขึ้น ซึ่งการเน่าเสียนี้เกิดจากปฏิกิริยาของแบคทีเรียเข้าไปย่อยสลายของเสียเหล่านั้น และเป็นการย่อยสลายที่ไม่สมบูรณ์แบบ จึงก่อให้เกิดของเสียและสิ่งกลิ่นเน่าเหม็นเกิดขึ้นตามมา ซึ่งถือเป็นมลภาวะอีกประเภทหนึ่ง จึงทำให้เกิด ส้วมมีกลิ่นหรือส้วมส่งกลิ่นติดตามมา โดยเฉพาะถ้าปริมาณของเสียมีทุกวันและจำนวนมากดั่งเช่นส้วมสาธารณะตามแหล่งต่างๆหรือตามหน่วยงานที่มีคนจำนวนมากมักจะพบบ่อยๆ ซึ่งส่วนมากจะใช้สารเคมีกำจัดกลิ่น ซึ่งก็ได้ผลเพียงชั่วคราวเท่านั้น และเป็นการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุทำให้สารเคมีที่ใช้ในการกำจัดส้วมมีกลิ่นนั้นเกิดการตกค้างในระบบนิเวศน์และออกสู่สิ่งแวดล้อมเป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตในน้ำได้




ห้องน้ำมีกลิ่นเหม็นในห้องน้ำ ส้วมเต็ม ส่งกลิ่นเหม็นรบกวนใจ?  เพิ่มเติมคลิ๊กที่นี่http://www.bcithailand.net/

หน้า: [1] 2 3 4