แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - parple1199

หน้า: [1]
1
เคล็ด(ไม่)ลับ...กับการปลูกกวาวเครือแดง

            สุดยอดสมุนไพรที่ท่านบุรุษนิยมมาใช้บำรุงร่างกายเป็นอันดับต้นๆ  เชื่อว่าหนึ่งในนั้นต้องมีชื่อสมุนไพร ”กวาวเครือแดง” เป็นหนึ่งในนั้นแน่ๆ โดยปกติแล้ว “กวาวเครือแดง” มักพบมากในป่า โดยต้นจะพันอยู่กับต้นไม้ใหญ่ๆ แต่ในระยะหลัง มีการขยายพันธุ์ “กวาวเครือแดง” มากขึ้น และเริ่มแพร่หลายไปในทุกภาคของประเทศ สาเหตุที่ต้องเพาะพันธุ์ กวาวเครือแดงเองนั้น  เพราะการเพาะปลูกในธรรมชาตินั้น ไม่อาจที่จะควบคุมปัจจัยและสภาวะที่เหมาะสมในการขยายพันธุ์ของกวาวเครือแดงได้   เพราะหากไม่มีการเพาะเพื่อนำมาใช้สรรพคุณโดยหวังว่าจะไปหาจากป่าอย่างเดียวก็อาจจะสูญพันธุ์ไป เช่นเดียวกับสมุนไพรหลายๆตัวที่สุ่มเสี่ยงที่จะสูญพันธุ์ในขณะนี้ เช่น เถาวัลย์เปรียง  เจตมูลเพลิงแดง  สมอไทย  และสมอพิเภก ส่วนการเพาะ และการเพาะกวาวเครือแดง ที่ชอบทำกันนั้นทุกท่านอยากรู้กันไหมครับ  เอาเป็นว่าอยากรู้ละกันนะครับ (แบบถามเองตอบเอง)  สำหรับการเพาะ “กวาวเครือแดงและกวาวเครือขาว” นั้น หลักๆมีอยู่ 3 วิธี ที่นิยมทำและมีอัตราการรอดสูง คือ การขยายพันธุ์การปักชำ  และ การแบ่งหัวต่อต้นโดยมีวิธีการต่างๆ ดังนี้ คือ

  • การเพาะเมล็ด ก็คือ การนำเมล็ดกวาวเครือแดงมาเพาะในขี้เถ้าเลย แล้วนำต้นกล้าที่ได้ไปเพาะปลูกในถุงเพาะชำ โดยใช้ดิน 2 ส่วน ขี้เถ้าแกลบ และ เปลือกมะพร้าว อย่างละส่วน พอมีอายุได้ 2 เดือน  จึงนำไปลงแปลงเพาะ โดยต้องหาหลักไว้ให้ต้นพันเกาะขึ้นด้วย
  • การปักชำ มีวิธีดังนี้ นำเถาของกวาวเครือแดง ที่มีข้อมาปักชำในวัสดุเพาะเลี้ยง พอแตกรากจึงนำไปปลูกในแปลง
  • การแบ่งหัวต่อต้น คือ นำหัวของกวาวเครือแดง ที่ไม่มีตาจะแตกต้นใหม่ มาเชื่อมต่อตามวิธี ต่อราก เลี้ยงกิ่ง หลังการต่อต้นประมาณ 2 เดือน จึงนำไปเพาะปลูกลงแปลงได้


            เห็นไหมละครับ เพียงแค่นี้ การปลูกกวาวเครือแดงก็ไม่ใช่เรื่องยากสำหรับทุกท่านอีกต่อไป  “ตามหัวข้อ เคล็ด (ไม่)ลับ...กับการขยายพันธุ์กวาวเครือแดง” โดย 3  วิธีที่กล่าวมานี้ เป็นวิธีที่นิยมทำกัน แต่หากท่านใดมีวิธีอื่นที่นอกเหนือจากนี้ นำมาบอกกล่าวเล่าสู่กันฟังได้นะครับ

Tags : กวาวเครือแดง

2
กวาวเครือแดงกับการศึกษาวิจัยสมัยใหม่

            อย่างที่ได้บอกไปแล้วว่า กวาวเครือแดง เป็นสมุนไพรยอดนิยมของไทยในปัจจุบันนี้ อีกทั้งยังเป็นสมุนไพรพื้นถิ่นของไทย ที่มีหลักฐานการใช้มาตั้งแต่ยุคโบราณ  โดยในอดีตนั้นก็ใช้กัน เพื่อเป็นยาอายุวัฒนะแก้ปวดเมื่อย แต่ก็ไม่ได้มีการวิจัยกันในสมัยนั้นเพราะวิทยาการต่างๆ และความสนใจของนักค้นหาทั้งหลายที่มีต่อสมุนไพรยังไม่เป็นที่แพร่หลายมากพอ จนเมื่อประมาณปี 2478 บริษัทเชอริง-คาลบอม ได้นำหัวกวาวเครือขาว ไปทำการศึกษาในห้องปฏิบัติการที่เบอร์ลิน เพื่อแยกสารออกฤทธิ์เอสโตรเจนิก หลังจากนั้น กวาวเครือขาวก็ได้รับความนิยมมากขึ้นอย่างรวดเร็ว  พร้อมกับการค้นคว้ากวาวเครือแดง  จึงทำให้นักวิจัยทั้งหลายหันมาศึกษากวาวเครือขาวและกวาวเครือแดงกันอย่างแพร่หลาย จนกระทั่งนักวิจัยต่างประเทศจดสิทธิบัติของกวาวเครือทั้งสองชนิดนี้ได้ก่อนประเทศไทย (น่าเจ็บใจไหมครับ ของดีอยู่ใต้แผ่นดินไทย แต่ต่างประเทศเป็นเจ้าของสิทธิบัติ) สำหรับกวาวเครือแดงนั้นจากผลการวิจัยสมัยใหม่นี้ ฤทธิ์ทางเภสัชที่โดดเด่นเป็นพิเศษ คือ ฤทธิ์ต่อระบบสืบพันธุ์ของเพศชาย เช่นเดียวกับโสมคน (โสมเกาหลีที่เรารู้จักกัน) กล่าวคือ มีการลองป้อนกวาวเครือแดงผงละลายน้ำแก่หนูทดลองเพศผู้ 5 มก./กก.เป็นเวลา 21 วัน พบว่า หนูมีน้ำหนักและคุณภาพอสุจิเพิ่มขึ้น ส่งผลให้มีพฤติกรรมการสืบพันธุ์มากขึ้น       
            ส่วนการค้นคว้าสมัยใหม่ ทางพิษวิทยาของกวาวเครือแดงนั้นได้ ป้อนผงกวาวเครือแดงขนาด 200 มก./กก./วัน เป็นเวลา 90 วัน พบว่า มีเม็ดเลือดขาว ประเภทต่างๆ ลดลง และมีข้อสรุปที่ได้คือ ในการใช้สมุนไพรกวาวเครือขาวนั้น ต้องระมัดระวังในเรื่องของขนาดการใช้และระยะเวลาในการใช้ เพราะอาจทำให้เป็นพิษต่อตับได้
            ทั้งนั้นผู้เขียนยังเชื่ออีกว่ายังมีความลับเกี่ยวกับเรื่องราวต่างๆและคุณสมบัติดีๆ ของสมุนไพรกวาวเครือแดงรวมไปถึงสมุนไพรต่างๆ ของไทย ที่ยังรอให้นักวิทยาศาสตร์/นักวิจัย มาค้นหาเพื่อให้เป็นคุณสมบัติแก่พี่น้องชาวไทยและคนทั้งโลก ที่สำคัญอย่างที่ได้เกริ่นไปแล้วว่า ของดีๆ ที่อยู่เมืองไทยคนไทยจะได้จดสิทธิบัติให้เป็นสรรพคุณของชาติสืบไป ไม่ใช่ให้ต่างชาติที่ไม่มีสมุนไพรเหล่านั้นเป็นเจ้าของสิทธิบัติ ซึ่งฟังดูแล้ว เหมือนเขามาหยิบชิ้นปลามันจากคนไทยเราเลยครับ.

Tags : กวาวเครือแดง,ขายกวาวเครือแดง,กวาวเครือ

3

ถิ่นกำเนิดชาเขียว
ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ชาเขียวนั้น ก็คือ ชา พวกเดียวกับ ชาอู่หลง , ชาดำ , ชาผง แต่ที่แบ่งชนิดของชาต่างๆออกมานั้นเพราะแบ่งตามกรรมวิธีในการผลิต ถิ่นกำเนิดดั้งเดิม ของชาอยู่ในทวีปเอเชีย บนเขตที่ราบ สูงบริเวณรอยต่อระหว่างพม่า อินเดีย และจีน ดังนั้นแหล่งผลิตและส่งออก ชารายใหญ่ที่สำคัญของโลกคือ ประเทศจีน อินเดีย และรัฐอัสสัม ซึ่งนอก จาก ๓ แห่งนี้แล้ว ก็ยังมีการผลิตชาในอีกหลายประเทศ อาทิเช่น อินโดนีเซีย (ที่เกาะชวา) รัสเซีย เคนยา ยูกันดา พม่า และไทย เป็นต้น แต่ชาเหล่านั้นมีคุณภาพสู้ชาจีน ชาดาร์จิลิ่ง ชาอัสสัม และชาซีลอนไม่ได้ส่วนประเทศญี่ปุ่นแม้จะผลิต ชาเขียวที่มีคุณภาพและรสชาติดี เป็น ที่รู้จักและนิยมดื่มกันอย่างแพร่หลาย แต่ก็ส่งออกขายน้อย เพราะประชาชน ภายในประเทศนิยมกินชาเขียวกันมาก
การดื่มชามีมานานเกือบ 5,000 ปีมาแล้ว ตามตำนานของชาวจีนกล่าวว่า การดื่มชาเกิดขึ้นจากการสังเกตุเห็นโดยบังเอิญของจักรพรรดิเฉินหนุง ซึ่งพระองค์ชอบกินน้ำต้ม โดยบ่ายวันหนึ่งขณะที่พระองค์ต้มน้ำดื่มอยู่นั้น เผอิญมีใบไม้จากต้นไม้ใกล้ๆปลิวตกในหม้อน้ำ ซึ่งท่านสังเกตุว่า น้ำต้มที่มีใบไม้นั้นมีกลิ่นหอมและมีรสชาติดีกินแล้วรู้สึกกระปรี้กระเปร่า จึงได้มีการ ค้นหาต่อไปพบว่ามี คุณสมบัติทางยา จึงได้มีการเผยแพร่ต่อไป คนจีนจึงรู้จักชา ครั้งแรกในรูปแบบของสมุนไพร และจักรพรรดิเฉินหนุงก็ได้รับยกย่องให้เป็น “บิดาแห่งการแพทย์”
ลักษณะทั่วไปชาเขียว 
ต้นชาเป็นพืชที่มีลักษณะเป็นพุ่ม ใบเขียว และหากปล่อยให้เจริญเติบโตเองในป่าจะให้ดอกสีขาวส่งกลิ่นหอมในฤดูใบไม้ผลิ ซึ่งเมื่อดอกชาเติบโตเต็มที่จะให้ผลชาที่ภายในมีเมล็ดเล็กๆ ตั้งแต่หนึ่งถึงสามเมล็ด ส่วนในการแพร่พันธุ์ ต้นชาจะต้องได้รับการผสมละอองเกสรกับต้นชาต้นอื่นๆ เพื่อให้มีการแลกเปลี่ยนยีน (gene) และโครโมโซม (chromosome) ซึ่งกันและกัน เมื่อชาต้นใหม่เจริญเติบโตจะคงคุณ อาจที่เข้มแข็งบางส่วนของพ่อแม่พันธุ์ และด้วยวิธีการนี้ ต้นชาจึงเป็นพืชที่มีคุณ อาจเด่นเฉพาะตัว
ต้นชาเป็นไม้ยืนต้นที่สูงได้ถึง 10 เมตร แต่ชาวไร่ชานิยมตัดแต่งให้เป็นพุ่มเตี้ย เพื่อความสะดวกในการเก็บยอดอ่อน ชาได้ชื่อว่าเป็นพืชที่อ่อนไหวต่อสิ่งแวดล้อมที่สุด อากาศ ที่ชื้นและอุณหภูมิที่เหมาะสมเป็นเงื่อนไขพื้นฐานของการ เพาะปลูกชาให้ได้ผล แต่รู้ไหมว่าความแตกต่างใน เรื่องนี้แม้เพียงเล็กน้อย ก็ส่งผลต่อรสชาติของใบชาที่เก็บเกี่ยวแม้จะเป็น ใบชาจากต้นเดียวกันก็ตาม หากเก็บต่างฤดูต่างเวลา หรือขนาดเล็กใหญ่ไม่เท่ากัน ก็ให้รสชาติที่แตกต่างกันได้
ชาที่มีขายอยู่มากมายในท้อง ตลาดนั้น แบ่งออกเป็น 3 ประเภท ใหญ่ๆ ตามกรรมวิธีการผลิต จึงได้ชาที่มีกลิ่น รส และสีสันที่ต่างกัน ดังนี้คือ

  • 1. ชาเขียว (green tea) คือยอดอ่อนของชาที่ถูกนำไปอบ (หรือคั่ว) แห้งทันที โดยไม่มีการนวดหรือ หมักเลย จึงทำให้ใบชายังคงสีเขียวเอาไว้ได้ เพราะฉะนั้น ชาเขียวจึงให้รสชาติใกล้เคียงใบชาธรรมชาติมากที่สุด ซึ่งชาวจีนและชาวญี่ปุ่นจะนิยมดื่มชาเขียวกันมาก
  • ชาดำ (black tea) คือยอดอ่อนของชาที่ถูกนำมานวดอย่างเต็มที่ แล้วหมักจนได้กลิ่นหอมซึ่งเป็นประเภทเฉพาะ จากนั้นจึงนำมาทำให้แห้งด้วยการอบ ทำให้ใบชาที่ได้มีสีเข้มและมีรสขมปนฝาดมากขึ้น เนื่องจากปฏิกิริยาทางเคมีของสารแทนนินในใบชา ชาที่ฝรั่งส่วนใหญ่ดื่มก็คือชาดำ ซึ่งมีหลายชนิด และที่คนทั่วไปรู้จักกันดีก็คือ ชาอัสสัม ชาซีลอน และชาดาร์จิริ่ง
  • ชาแดงหรือชาอูหลง (red tea or Oolong) คือยอดอ่อนของชาที่ถูกนำมานวดพอให้ผิวนอกช้ำ เพื่อกระตุ้นสารแทนนิน จากนั้นจึงอบให้แห้ง เพื่อหยุดยั้งปฏิกิริยาทางเคมี ดังนั้น สีและรสของชาแดงจึงอยู่กึ่งกลางระหว่างชาดำกับชาเขียว เหมาะสำหรับกินเปล่าๆ ต่างน้ำ (ไม่ใส่นม)


 

Tags : ชาเขียว

4

ถิ่นกำเนิดขมิ้นชัน

ขมิ้นชันมีถิ่นกําเนิดในประเทศแถบเอเชียใต้ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม่ปรากฏหลักฐานที่ชัดเจนเกี่ยวกับแหล่งธรรมชาติในสภาพพืชป่า มีข้อสันนิษฐานว่า ขมิ้นชันเป็นพืช เพาะที่เกิดกระบวนการผสมพันธุ์ตามธรรมชาติและมีโครโมโซม 3 ชุด ซึ่งเป็นหมัน มีการสืบทอดพันธุ์กันต่อมา โดยวิธีการคัดเลือกพันธุ์และ ขยายพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ ปัจจุบันมีเขตการกระจายพันธุ์ เพาะปลูกทั่วไปในประเทศที่มีอากาศร้อน หรือร้อนชื้นทั่วโลก ได้แก่ กัมพูชา จีน อินเดีย อินโดนีเซีย ลาว มาดากาสกา มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม ไทย รวมถึงบางประเทศในเขตร้อนชื้นของทวีปแอฟริกา แหล่งที่ ปลูกขมิ้นชันเป็นการค้าขนาดใหญ่ของโลกคืออินเดีย มีแหล่ง อื่นบ้างแถบเอเซียตะวันออก และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นทั้งผู้ผลิตและผู้ อุปโภค ได้แก่ ประเทศจีน อินเดียอินโดนีเซีย และไทย
ลักษณะทั่วไปของขมิ้นชัน
ขมิ้นชันเป็นพืชล้มลุกอายุหลายปี ลําต้นใต้ดินเป็นเหง้า มีทั้งเหง้าหลักที่เจริญชูตั้ง รูปทรงไข่ หรือรูปไข่แกมรี บางครั้งเรียกเหง้าหลักของ “หัว” ด้านข้างของเหง้าหลักแตกแขนงในแนวระนาบ แต่ละแขนงมักแตกย่อยต่อไปได้อีก 1 - 2 ครั้ง เหง้าแขนงรูปคล้ายทรงกระบอก หรือคล้ายนิ้วมือ ตรงหรือโค้งเล็กน้อย บางครั้งเรียกเหง้าแขนงว่า “แง่ง” เนื้อเหง้าสีส้ม และมีกลิ่นเฉพาะ ลําต้นเหนือดิน เป็นลําต้นเทียมที่มีกาบใบเรียงซ้อนอัดแน่นสูงได้ถึง 1 เมตร หรือมากกว่า มีใบ 6 – 10 ใบต่อต้น ใบเดี่ยว ออกสลับถี่ กาบใบยาว 40 – 60 ซม.แผ่นใบรูปรีหรือรีแกมขอบขนาน กว้าง 10 – 20เซนติเมตร ยาว 30 – 70 ซม.  โคนใบสอบแคบหรือมน ปลายใบแหลมมาก ช่อดอกรูปทรงกระบอก กว้าง 5 – 9 ซม.  ยาว 10 – 20 เซนติเมตร  มีใบประดับจํานวนมาก รูปรีแกมขอบขนานเรียงเวียนถี่รอบแกนช่อดอก ใบประดับที่อยู่บริเวณโคนช่อดอกมีสีเขียวอ่อนหรือสีขาวแกมเขียวยาว 5 – 6 ซม.  กว้าง 2 – 3 ซม.  ขอบโคนใบประดับประกบติดกับใบประดับที่อยู่ใกล้เคียงและติดกับแกนช่อดอกเกิดเป็นซอกคล้ายกระเปาะ ใบประดับที่อยู่บริเวณปลายช่อดอกมีสีขาวแกมเขียวอ่อน ปลายใบประดับมีแถบสีเขียวอ่อนหรือแถบสีชมพูอ่อน โคนใบประดับไม้ประกบติดกันเป็นกระเปาะ ดอกออกในซอกกระเปาะใบประดับ 3 – 5 ดอกต่อซอก และทยอยบาน ดอกยาวประมาณ 5 เซนติเมตร  กลีบเลี้ยงสีขาวใส ติดกันเป็นหลอดสั้น ปลายหยักไม้เท่ากัน กลีบดอกสีขาว โคนติดกันเป็นหลอดยาว ปลายผาย และแยกเป็น 3 กลีบเกสรตัวผู้ที่เป็นหมันแผ่เป็นกลีบขนาดใหญ่ 3 กลีบ กลีบกลางรูปไข่กลับ สีเหลืองอ่อนและมีแถบสีเหลืองเข็ม บริเวณกลางกลีบ สองกลีบข้างรูปรีแกมขอบขนานสีเหลืองอ่อน เกสรตัวผู้ที่สมบูรณ์มีก้านสั้น อับเรณูเล็กเรียวและมีจะงอย โอบรอบก้านชูยอดเกสรตัวเมีย รังไข่ 3 ห้อง ผลกลมหรือรี แต่มักไม่ติดผล
การขยายพันธุ์ของขมิ้นชัน
            ขมิ้นชันชอบแสงแดดจัดและมีความชื้นสูง ชอบดินร่วนซุย มีการระบายน้ำดี ไม่ชอบน้ำขัง วิธีขยายพันธุ์ใช้เหง้าหรือหัวอายุ10-12เดือนทำพันธุ์ ถ้าเป็นเหง้าควรยาวประมาณ8-12ซม.หรือมีตา6-7ตา เพาะลงแปลง กลบดินหนาประมาณ5-10เซนติเมตร. ขมิ้นจะใช้เวลาในการงอกประมาณ30-70วันหลังขยายพันธุ์ ควรรดน้ำทุกวัน หลังจากนั้นเมื่อขมิ้นมีอายุได้ 9-10 เดือนจึงจะสามารถเก็บเกี่ยวได้

  • ฤดูกาลปลูก : ควรเริ่มขยายพันธุ์ในช่วงต้นฤดูฝนประมาณปลายเดือนเมษายน ถึงต้นเดือนพฤษภาคม
  • ฤดูการเก็บเกี่ยว : จะเก็บเกี่ยวหัวขมิ้น ในช่วงฤดูหนาวหรือประมาณปลายเดือนธันวาคมถึงมกราคม ซึ่งช่วงนี้หัวขมิ้นชันจะแห้งสนิท

     

5

ถิ่นกำเนิดของดีปลี[/url][/b]
ดีปลีเป็น พรรณไม้เมืองของเอเชียตุวันออกเฉียงใต้ มี ต้น กำเนิดที่เกาะโมลัคคาส (Moluccas) ในมหาสมุทรอินเดียและได้มีการนำมา กระจายพันธุ์ และเกิดการแพร่กระจายในทางตอนใต้ของประเทศไทย รวมถึงในประเทศมาเลเซียและอินเดีย
ลักษณะทั่วไปของดีปลี

  • ต้นดีปลี จัดเป็น พรรณไม้ เถามีรากฝอยออกบริเวณข้อเพื่อใช้ยึดเกาะและเลื้อยพัน เถาค่อนข้างเหนียวและแข็ง มีข้อนูน แตกกิ่งก้านสาขามาก เจริญเติบโตได้ดีในที่ชุ่มชื้น มีแสงแดดรำไร
  • ใบดีปลี มีใบเป็นใบเดี่ยว ประเภทเป็นรูปไข่แกมขอบขนาน ใบมีสีเขียวเข้มเป็นมัน ปลายใบแหลม โคนใบมน ขอบใบเรียบเป็นคลื่นเล็กน้อย ใบกว้างประมาณ 3-5 ซม. และยาวประมาณ 7-10 ซม. มีเส้นใบออกจากโคนประมาณ 3-5 เส้น ส่วนก้านใบยาวประมาณ 1-1.5 เซนติเมตร
  • ดอกดีปลี หรือ ผลดีปลี ผลสดมีสีเขียว เมื่อสุกแล้วจะเปลี่ยนเป็นสีแดง คุณสมบัติของผลอัดกันแน่นเป็นช่อรูปทรงกระบอก โคนใหญ่กว่าปลายไม่มาก ปลายเล็กมน ผลมีความยาวประมาณ 2.5-7.5เซนติเมตรและมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 5-8 เซนติเมตร ผิวของผลค่อนข้างหยาบ และมีเกสรตัวเมียติดอยู่ ผลย่อยมีเมล็ดเดียว โดยเมล็ดมีขนาดเล็กมาก ประเภทกลมและแข็ง ผงของผลมีสีน้ำตาล มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว มีรสเผ็ดร้อน ขมปร่า นิยมเก็บผลมาใช้เมื่อผลเริ่มเป็นสีน้ำตาล แล้วนำมาตากแดดให้แห้ง

    ส่วนที่นำมาใช้เป็นยาสมุนไพรได้แก่ ส่วนของดอก ใบ ผลแก่จัดแต่ยังไม่สุก หรือตากแดดให้แห้ง เถา และรากดีปลี
    การขยายพันธุ์ของดีปลี
    ดีปลีเป็น พรรณพืช เลื้อยที่ชอบพื้นที่ชุ่ม ดินร่วมซุย ไม่มีน้ำท่วมขังอาจเติบโตได้ดีในทุกสภาพดิน จึงเห็นได้ในทุกภาคของไทย
    การเพาะและการดูแล          ดีปลี ต้องเตรียมหลักให้เลื้อยพันตั้งแต่เพาะหลักควรมีความสูง 1.50 เมตร ถ้าสูงเกินไปจะเก็บเกี่ยวยาก จะใช้เสาปูนก็ได้แต่ดีปลีจะไม่ค่อยเกาะในระยะแรกเนื่องจากเสาปูนร้อน และไต่พันยากกว่าขึ้นต้นไม้ ถ้าจะใช้ต้นไม้บางอย่างเป็นหลักก็มีต้นทองหลางที่เหมาะมาก เนื่องจากทองหลางโตเร็วตัดยอดตัดกิ่งบังคับความสูงได้ วิธีใช้ ให้นำต้นทองหลางมาขยายพันธู์ลงไปก่อน พอต้นทองหลางโตเป็นร่มแล้ว ก็เอาดีปลีมาเพาะที่โคน เมื่อทองหลางแตกยอดก็ตัดยอดไม่ให้สูงไปกว่านั้น
              ดีปลีจะเอายอดหรือไหลมาชำก็ได้ แต่นิยมใช้ยอดมากกว่าเพราะให้ผลผลิตได้เลย ถ้าใช้ไหลกระจายพันธุ์ใช้เวลาหลายปีกว่าจะออกดอก ยอดที่จะนำมาชำให้ใช้ยอดกระโดงหรือยอดที่แยกออกด้านข้าง ตัดต่ำกว่ายอดลงมา 5 ข้อแล้วเอาดินเหนียวหุ้ม 2 ข้อล่าง เพื่อเพิ่มความชื่นให้แตกรากเร็วขึ้นไม่เช่นนั้นจะเหี่ยวเฉา จากนั้นจึงนำยอดไปชำลงในถุงจนกระทั่งแตกรากแล้วจึงนำไปขยายพันธู์ที่โคนเสาหรือต้นทองหลาง อาจต้องใช้ลวดหรือเชือกมามัดหลวมๆ ในระยะแรก
              คอยเยียวยาความชุ่มชื้นในดินให้สม่ำเสมอในระยะแรก อย่าให้น้ำท่วมขัง เมื่อต้นแข็งแรงจะออกรากมาช่วยเกาะหลัก ถ้าขยายพันธุ์กับเสาก็ตัดเชือกออกได้ ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักคลุกดินรอบโคนต้นจะช่วยให้แข็งแรงและเติบโตดี
    การเก็บเกี่ยว          ถ้าดินมีความชุ่มชื้นได้น้ำตลอดปี ไม่แฉะเกินไป จะออกดอกได้ผลทั้งปี หน้าฝนผลจะดกแต่การตากให้แห้งทำได้ลำบาก หน้าแล้งผลผลิตลดลง แต่เก็บเกี่ยวตากแห้งได้สวยกว่า ส่วนที่เก็บเกี่ยวคือ ผล จะเก็บเมื่อผลกลางอ่อนกลางแก่ คือเริ่มมีสีแดงเรื่อๆ ปนเขียว เป็นระยะที่ผลดีปลีดีปลีมีกลิ่นฉุนจัดที่สุด ถ้ารอให้สุกแดงจะเละเกินไป
    องค์ประกอบทางเคมี  สารกลุ่ม  alkaloids เช่น piperine 4-5% , piperanine , pipernonaline , dehydropipernonaline piperlonguminine  piperrolein  B สารกลุ่ม phenolic  amides เช่น  etrofractamide    Chavicine  Methyl piperate  Guineensine  น้ำมันหอมระเหย 1%  ประกอบด้วย  terpinolene  caryophyllene  p-cymene  thujene  dihydrocarveol Pentadecane
    Caryophylleneoxide   Heptadec-8-ene  Heptadecane
     
     

6

งานศึกษาที่เกี่ยวข้องกับดีปลี

  • คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ทำการ ศึกษาผลดีปลี พบว่า สาร piperlonguminine ในผลสดของดีปลี อาจต้านการสังเคราะห์เม็ดสีเมลานินในผิวหนังได้ และยังพบว่า สารสกัดจากผลดีปลี อาจออกฤทธิ์ลดอาการระคายเคืองของเยื่อบุกระเพาะอาหาร ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงการเป็นโรคกระเพาะอาหารได้
  • ในประเทศอินเดีย มีรายงานว่ามีการใช้ดีปลีในการนำมาปรุงอาหาร เพราะดีปลีมี ชนิดช่วยทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น และยังแนะนำว่า ผลดีปลีแห้งควรนำมาใช้ทันที และไม่ควรเก็บไว้นานเกิน 1 ปี เพราะหากเก็บไว้นานกว่านี้ ประโยชน์ และฤทธิ์ทางยาจะน้อยลง
  • จากการ วิจัยของมหาวิทยาลัยมหิดล พบว่าดีปลีมีฤทธิ์ต้านการอ็อกซิไดส์ของเซลล์ได้ จึงนิยมใช้ผลดีปลีเป็นส่วนประกอบของยาต้านเซลล์มะเร็ง และ เยียวยาโรคมะเร็ง
  • การ ทดสอบสารสกัดจากผลดีปลี พบสารหลาย ชนิด และนำสารต่างๆมาทดสอบฤทธิ์ในการฆ่าแมลง พบว่า guineensine และ piperine อาจฆ่าหนอนกระทู้ผักได้

การศึกษาทางพิษวิทยาของดีปลี

  • มีการ ค้นพบพิษเฉียบพลัน (acute toxicity test) ในหนูถีบจักรโดยใช้สารสกัดอัลกอฮอล์ (50%) จากสมุนไพรไทยชนิดต่างๆ กรอกเข้าทางปากหรือฉีดเข้าใต้ผิวหนัง แล้วดูการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับสัตว์ ทดลองในระยะ 3 ชม.แรกอย่างใกล้ชิด ต่อจากนั้นคือ ในระยะ 12, 24 และ 72 ชม. หลังให้สารสกัดจะทำการตรวจสอบจำนวนสัตว์ทดลองที่ตาย เนื่องจากพิษของสารสกัดซึ่งในการ ลองนี้มีการ ทดลองสารสกัดจากดอกดีปลี พบว่า สารสกัดขนาด 10 ก./ กิโลกรัม ซึ่งเทียบเท่ากับ 250 เท่าของขนาด รักษาในคน พบว่าสารสกัดขนาดดังกล่าวไม่ก่อให้เกิดพิษในหนูถีบจักร
  • การ ทดสอบฉีดสารสกัดเอทานอล (90%) จากผลแห้งเข้าทางช่องท้องหนูถีบจักร พบว่า LD50 เท่ากับ 500 มก./กก.
  • การ วิจัยให้สารสกัดเอทานอล (95%) จากผลแห้งทางกระเพาะอาหารหนูถีบจักร พบว่า LD50 เท่ากับ 87.4 ก./กก.
ข้อแนะนำ / ข้อควรระวังของดีปลี

  • ไม่ควร บริโภคดีปลีใน คุณภาพที่มากเกินไป เพราะอาจจะทำให้กระเพาะอักเสบ แสบทวารเวลาขับถ่ายได้
  • สำหรับผู้ที่เป็นไข้ ไม่ควร รับประทานดีปลี เพราะจะทำให้เป็นร้อนในด้วย
  • เกิดการอักเสบของเยื่อบุในระบบทางเดินอาหารจนเกิดเลือดออกได้
  • ผู้หญิงตั้งครรภ์ ห้ามกินดีปลีเด็ดขาด เพราะอาจจะทำให้แท้งบุตรได้
รูปแบบ / วิธีการใช้/ปริมาณที่ใช้ของดีปลี

  • อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ และปวดท้อง และแก้อาการคลื่นไส้อาเจียนที่เกิดจากธาตุ ไม่ปกติ โดยใช้ผลดีปลีแก่แห้ง 1 กำมือ (ประมาณ 10-15 ผล) ต้มเอาน้ำ กิน ถ้าไม่มีผลใช้เถาต้มแทนได้
  • อาการไอ และขับเสมหะ ใช้ผลแห้งแก่ ประมาณครึ่งผล ฝนกับน้ำมะนาวแทรกเกลือเล็กน้อย กวาดคอ หรือจิบบ่อยๆ
  • ผลดีปลีแห้งใช้เป็นเครื่องเทศ ประกอบอาหาร มีรสเผ็ดร้อน ขม
  • ใช้เป็นยาอายุวัฒนะ ด้วยการใช้ดอกดีปลี 10 ดอก หัวแห้วหมู 10 หัว พริกไทย 10 เม็ด นำมาตำให้ละเอียดผสมกับน้ำผึ้งแท้ ใช้ กินก่อนนอนทุกคืน (ดอก)
  • ช่วยแก้ไข้เรื้อรังหรืออาการไข้ที่มักเป็น ๆ หาย ๆ ด้วยการใช้ดอกดีปลีล้างสะอาด นำมาบดหรือตำพอหยาบ ๆ ประมาณครึ่งแก้ว นำมาต้มกับน้ำ 4 แก้ว จนเหลือ 1 แก้ว แล้วกรองเอาแต่น้ำมา ดื่มขณะท้องว่างวันละ 2 ครั้ง และสูตรนี้ยังช่วยบรรเทาอาการม้ามโตได้อีกด้วย (ดอก)
  • ช่วยแก้อาการเจ็บในลำคอ ด้วยการใช้ดอกดีปลี 3 ดอก ผิวมะนาว 1 ลูก หัวกระเทียม 3 กลีบ และพริกไทยล่อน 3 เม็ด นำทั้งหมดมาตำให้ละเอียด แล้วผสมกับน้ำมะนาวและคลุกให้เข้ากัน นำมาปั้นเป็นลูกกลอนขนาดเท่าเม็ดพุทรา แล้วใช้อมบ่อย ๆ (ดอก)
  • ช่วยลดอาการเสียงแหบแห้งได้ ด้วยการใช้ผงดีปลีผสมกับสมอไทยอย่างละ 5 กรัมจนเข้ากัน แล้วผสมกับน้ำอุ่นไว้ ดื่มครั้งละ 1 แก้ว วันละ 2 ครั้ง (ผล)
  • ช่วยแก้ริดสีดวงทวารหนัก โดยใช้ดอกดีปลี 10 ดอก เมล็ดงาดำดิบ 20 กรัม นำมาบดให้ละเอียดผสมกับนม กินวันละ 1 แก้ว ติดต่อกัน 15 วัน (ผล, ดอก, เถา)

    ฤทธิ์ทางเภสัของดีปลี
    สารสำคัญ ในผลดีปลี คือ piperine เป็นสารที่มีผลต่อ    TRPV1 ซึ่งมีผลต่อการปวด๔ นอกจากนี้จากการ วิจัยฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา ชั้นเอทธานอลของดีปลียังมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ (anti-inflammatory)  ทั้งฤทธิ์ต้านการอักเสบเฉียบพลัน และฤทธิ์ต้านการ อักเสบกึ่งเรื้อรัง ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ (anti-oxidant)
    มีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย และเชื้อรา  ต้านการเกิดแผลที่กระเพาะอาหาร  ต้านออกซิเดชั่น กดประสาทส่วนกลาง เสริมฤทธิ์ยานอนหลับ ลดไขมันในเลือด ลดน้ำตาลในเลือด ต้านพิษต่อตับ ทำให้กล้ามเนื้อเรียบคลายตัว

7

สรรพคุณดีปลี
ตามทฤษฎีของแพทย์แผนไทยจัดเป็นสมุนไพรประจำธาตุดิน ช่วยระงับธาตุปถวีโทษ ดอกดีปลีเป็นยารสเผ็ดร้อนขม คุณสมบัติทางแผนโบราณใช้บำรุงธาตุ ขับลม แก้จุกเสียด ใช้เป็นยาสำหรับใช้กับทางเดินหายใจ เช่น ขับเสมหะ แก้หืด แก้หลอดลมอักเสบและแก้นอนไม่หลับ แก้ลมบ้าหมู เป็นยาขับน้ำดี เป็นยาขับระดูทำให้สตรีเกิดอาการแท้งบุตร เป็นยาขับพยาธิในท้อง ใช้เป็นยาทาภายนอกสำหรับบรรเทาอาการเจ็บที่กล้ามเนื้อ โดยทำให้ร้อนแดงและมีเลือดมาเลี้ยงบริเวณนั้นมากขึ้นจึงอาจแก้อาการอักเสบ ดีปลีถูกใช้เป็นตัวยาตัวหนึ่งในตำรับยาไทยเช่น ยาสหัสธารา เบญจกูล และอีกหลายตำรับ
ตำรายาโบราณ: กล่าวว่า ผลแก้อัมพาต  แก้เส้นปัตตะฆาต  แก้เส้นอัมพฤกษ์  แก้คุดทะราดให้ปิดธาตุ  แก้โรคหลอดลมอักเสบ  เป็นยาขับระดู  เป็นยาธาตุ  ทาแก้ปวดอักเสบของกล้ามเนื้อ  ระงับอชิณโรค  บำรุงธาตุ  ขับลม  ขับลมให้กระจาย  ขับผายลม  แก้ลม  ขับลมในลำไส้  แก้ท้องร่วง  แก้ธาตุพิการ  แก้ธาตุไม่ปกติ  แก้ปฐวีธาตุพิการ  แก้วิสติปัฏฐี  แก้ปัถวีธาตุ  20  ประการ  บำรุงร่างกาย  เจริญอาหาร  แก้จุกเสียด  เจริญไฟธาตุ  แก้ปวดท้อง ขับเสมหะในโรคหืด  แก้อุระเสมหะ (เสมหะในทรวงอก)  ปรุงเป็นยาประจำ  ปัถวีธาตุ  เป็นยาขับรกให้รกออกง่าย  ภายหลังจากการคลอดบุตรและใช้เวลาโลหิตตกมาก  แก้เสมหะ  แก้หืดไอ  แก้ลมวิงเวียน  แก้ริดสีดวงทวาร  แก้คุดทะราด  แก้อาการท้องอืด  ท้องเฟ้อ  แก้อาการคลื่นไส้  (เกิดจากธาตุผิดปกติ)
           ตำรายาไทย: ดีปลีจัดอยู่ใน “พิกัดตรีกฎุก” แปลว่าของที่มีรสร้อน 3 อย่าง เป็นพิกัดยาที่ประกอบด้วยเครื่องยา 3 อย่าง ในปริมาณเสมอกันคือ พริกไทย ขิงแห้ง และดีปลี มีประโยชน์แก้โรคที่เกิดจากวาตะ(ลม) เสมหะ และปิตตะ(ดี) ในกองธาตุ กองฤดู กองอายุ และกองสมุฏฐาน “พิกัดตรีสันนิบาตผล(ตรีสัพโลหิตผล)" คือการจำกัดตัวยาแก้ไข้สันนิบาต 3 อย่าง คือ ผลดีปลี รากพริกไทย และรากกระเพราแดง มีสรรพคุณแก้ไข้สันนิบาต แก้ในกองลม บำรุงธาตุ แก้ปถวีธาตุ 20 ประการ “พิกัดตัวยาเผ็ดร้อน 6 ชนิด” คือการจำกัดจำนวนตัวยาเผ็ดร้อน 6 ประเภท คือ ดีปลี พริกไทย ผลผักชีลา ใบแมงลัก ผลกระวาน ใบโหระพา มีสรรพคุณแก้ลมจุกเสียด ช้ำบวม ช่วยย่อยอาหาร “พิกัดเบญจกูล” คือการจำกัดจำนวนตระกูลยาที่มีรสร้อน 5 อย่าง มี เหง้าขิงแห้ง ดอกดีปลี รากช้าพลู เถาสะค้าน รากเจตมูลเพลิง มีสรรพคุณกระจายกองลมและโลหิต แก้คูถเสมหะ แก้ลมพานไส้ บำรุงกองธาตุทั้ง 4 ให้บริบูรณ์
            ตำรายาพระโอสถพระนารายณ์:ปรากฏตำรับ “ยาอาภิสะ” มีดีปลีเป็นองค์ประกอบหลักร่วมกับสมุนไพรอื่นอีกหลายชนิด มีคุณสมบัติแก้ริดสีดวง ไอ ผอมแห้ง แก้เสมหะในทรวงอกและลำคอ
           นอกจากนี้บัญชียาจากสมุนไพร: ที่มีการใช้ตามองค์ความรู้ดั้งเดิม ตามประกาศ คณะกรรมการแห่งชาติด้านยา (ฉบับที่ 5)    ปรากฏการใช้เมล็ดเทียนดำ ในยารักษาอาการโรคในระบบต่างๆของร่างกาย รวม 5 ตำรับ คือ
                   1.ยารักษากลุ่มอาการทางระบบไหลเวียนโลหิต (แก้ลม) ปรากฏตำรับ ”ยาหอมนวโกฐ” มีส่วนประกอบของดีปลี ร่วมกับสมุนไพรประเภทอื่นๆ ในตำรับ มีประโยชน์ในการแก้ลมวิงเวียน แก้อาการหน้ามืด ตาลาย ใจสั่น คลื่นเหียน อาเจียน แก้ลมจุกแน่นในท้อง

  • ยาเยียวยากลุ่มอาการทางระบบทางเดินอาหาร ปรากฏตำรับ “ยาธาตุบรรจบ” มีส่วนประกอบของดีปลีร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่นๆ ในตำรับ มีสรรพคุณ บรรเทาอาการท้องอืดเฟ้อ ตำรับ “ยาประสะกานพลู” มีส่วนประกอบของดีปลีร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่นๆ ในตำรับ มีประโยชน์ลดอาการปวดท้อง จุกเสียด แน่นเฟ้อจากอาหารไม่ย่อย เนื่องจากธาตุไม่ปกติ ตำรับ”ยาเหลืองปิดสมุทร” มีส่วนประกอบของดีปลี ร่วมกับสมุนไพรอื่นอีก 12 อย่างในตำรับ มีสรรพคุณลดอาการท้องเสียประเภทที่ไม่เกิดจากการติดเชื้อ เช่น อุจจาระไม่เป็นมูก หรือมีเลือดปนและท้องเสียจำพวกที่ไม่มีไข้

                       3.ยาเยียวยากลุ่มอาการทางสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา ปรากฏตำรับ “ยาประสะไพล” มีส่วนประกอบของดีปลีร่วมกับสมุนไพรประเภทอื่นๆ ในตำรับ ใช้ในสตรีที่ระดูมาไม่สม่ำเสมอ หรือมาน้อยกว่าปกติ
    ผลดีปลี
    อาจใช้รักษาแก้พิษงู  ช่วยขับเสมหะ ลดอาการคันคอ ลดอาการไอ  ช่วยลดไข้หวัด  แก้อาการปวดฟัน  แก้พิษอัมพฤกษ์ อัมพาต  แก้อาการปวดเมื่อย แก้เส้นเอ็นดึงรั้ง  แก้ท้องร่วง  ช่วยขับลมในลำไส้หรือระบบทางเดินอาหาร  แก้อาการจุกเสียดแน่นท้อง ท้องอืดท้องเฟ้อ  แก้อาการคลื่นไส้อาเจียน  แก้หอบหืด  แก้ริดสีดวง  แก้เป็นลมวิงเวียนศีรษะ  ช่วยบำรุงธาตุ  ใช้เป็นยาขับระดูและยาธาตุ
    รากดีปลี
    แก้พิษอัมพฤกษ์ อัมพาต  ช่วยลดไข้  แก้พิษคุดทะราด  แก้ท้องร่วง   แก้อาการจุกเสียด  แก้โรคลำไส้ใหญ่อักเสบ    แก้ธาตุผิดปกติ    ช่วยระบายแก๊สในกระเพาะอาหาร   
    เถาดีปลี   
    ขับเสมหะ    แก้ปวดฟัน    ปวดท้องจุกเสียด   แก้ท้องขึ้น  แก้อืดเฟ้อ   แก้ท้องร่วง    ฝนน้ำทาแก้ฟกช้ำ    แก้ปวดเมื่อยตามตัว   แก้ทางเดินปัสสาวะผิดปกติ  อัมพฤกษ์  แก้พิษงู
    ใบดีปลี
    แก้หืดไอ   แก้ปวดเมื่อย   แก้เส้นเอ็น
    ดอกดีปลี 
    แก้อาการคลื่นไส้   แก้ลมวิงเวียน   แก้อัมพาต  แก้เส้นอัมพฤกษ์   ใช้เป็นยาธาตุ   ช่วยขับลมในลำไส้ แก้ท้องร่วง  แก้ปวดท้อง   แก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ  แก้โรคหืดหอบ   ช่วยขับเสมหะ แก้ไอ   แก้โรคหลอดลมอักเสบ   แก้โรคริดสีดวงทวาร
     
     

8

ประโยชน์ของไคโตซาน

  • ด้านอาหาร ไคโตซานมีประโยชน์ในการต่อต้านจุลินทรีย์และเชื้อราบางชนิด  โดยมีกลไกคือไคโตซานมีประจุบวก  และจับกับเซลล์เมมเบรนของจุลินทรีย์ที่มีประจุลบได้  ทำให้เกิดการรั่วไหลของโปรตีนและสารอื่นของเซลล์ ในหลายประเทศได้ขึ้นทะเบียนไคตินและไคโตซานให้เป็นสารที่ใช้เติมในอาหารได้ โดยนำไปใช้เป็นสารกัดบูด  สารช่วยรักษา กลิ่น  รส และสารให้ความข้น  ใช้เป็นสารเคลือบอาหาร  ผัก และผลไม้  เพื่อรักษาความสดหรือผลิตในรูปฟิล์มที่กิน (edible film) สำหรับบรรจุอาหาร
  • ด้านการแพทย์ ไคตินเป็นสารที่ไม่ก่อให้เกิดการต่อต้านจากร่างกาย เนื่องจากไคติน-ไคโตซาน เป็นสารที่ได้จากธรรมชาติอาจเข้าได้รับร่างกายมนุษย์ และไม่มีผลข้างเคียงที่เป็นอันตราย ทั้งยังช่วยส่งเสริมการเจริญของจุลินทรีย์ที่มีคุณสมบัติต่อคนอีก  ใช้ส่งเสริมการเจริญของแบคทีเรียในลำไส้ที่ช่วยส่งเสริมสุขภาพ  ต่อต้านมะเร็ง ช่วยลดสารพิษและยับยั้งการเจริญของแบคทีเรียที่เป็นอันตราย และจากการค้นหาในต่างประเทศ  พบว่าอาจย่อยสลายได้ภายในสัตว์  เนื่องจากมีเอนไซม์หลายชนิดอาจย่อยสลายได้ นอกจากนี้ ไคติน – ไคโตซานยังอาจยับยั้งการเจริญของจุลชีพบางชนิดด้วย
  • ด้านอาหารเสริม ไคโตซานช่วยลดคอเลสเตอรอส  และไขมันในเส้นเลือด  โดยไคโตซานไปจับกับคอเลสเตอรอส ทำให้ร่างกายไม่สามารถดูดซึมไปใช้หรือดูดซึมได้น้อยลง
  • คุณสมบัติอื่น ที่เป็นคุณสมบัติต่อการลดน้ำหนักตัวของไคโตซานก็คือ ความสามารถในการดูดน้ำได้ดีทำให้ผู้บริโภครู้สึกอิ่ม  และความสามารถในการเกาะกับน้ำดีซึ่งถือเป็นตัวขนย้ายไขมันตัวหนึ่ง  ทำให้ง่ายต่อการขับไขมันออกจากร่างกาย  โดยไม่มีกาย่อยเกิดขึ้น  เพราะเอนไซม์ในร่างกายของคนเราไม่อาจย่อยไคโตซานได้  เรายังพบอีกว่าไคโตซานช่วยในการลดคอเลสเตอรอสในเลือด  ซึ่งเกี่ยวข้องกับคุณสมบัติในการจับกับน้ำดีของไคโตซาน  เป็นหลักฐานอย่างดีในการค้นคว้าเกี่ยวกับประโยชน์ของไคโตซานในโรคหัวใจ  แม้ว่าไคโตซานจะรบกวยการย่อยและการดูดซึมโปรตีนเลย  ไคโตซานถูกนำมาใช้ในการเยียวยาอาการต่อไปนี้
  • อ้วน
  • โรคหัวใจ
  • คอเลสเตอรอสสูง
  • ป้องกันมะเร็ง
กลไกการทำงานของไคโตซาน  ในร่างกายมนุษย์ของไคโตซาน มีขนาดโมเลกุลที่ใหญ่มากทำให้ไม่ถูกดูดซึม แต่จะถูกขับถ่ายออกมาก นอกจากการจับไขมันแล้ว ไคโตซานยังมีคุณสมบัติที่ช่วยจับพวกโลหะหนัก  ซึ่งมากจากฝุ่นไอเสียรถยนต์ ยาฆ่าแมลง และ สีผสมอาหาร ได้เป็นอย่างดี วงการเภสัชกรรมจึงได้ใช้คุณสมบัติในการดักจับไขมันในทางเดินอาหารของไคโตซาน มาใช้ในการรับประทานเพื่อลดน้ำหนัก  คอเลสเตอรอล และ ไตรกรีเซอร์ไรด์อย่างได้ผล
            ไขมันที่จับตัวกับไคโตซาน จะไม่ถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสโลหิต  แต่จะถูกขับถ่ายออกมาพร้อมอุจจาระ  แล้วซึ่งหมายความว่า ไขมันในอาหารมื้ออร่อยปากที่เรากินเข้าไป จะถูกดักจับเสียก่อน โดยไม่มีการดูดซึมเข้าร่างกาย ทำให้ร่างกายได้รับไขมันจากอาหารน้อยลง
ไคโตซานช่วยดักจับไขมันและช่วยลดน้ำหนัก ไคโตซานไม่ถูกย่อย เช่นเดียวกับเส้นใยทั้งหลาย จึงไม่ให้แคลอรี่ แต่ที่ต่างจากเส้นใยจากพืชทั่วไป คือ ไคโตซานสามารถดักจับไขมันได้สูง ประมาณ 8 – 10 เท่าของน้ำหนักตัวมันเอง กลายเป็นเหมือนก้อนวุ้นไขมันในทางเดินอาหาร และ ถูกขับถ่ายออกในที่สุด
 
แหล่งที่มา / แหล่งอาหารที่มีไคโตซาน
          แหล่งอาหาร  เปลือกกุ้งขนาดกลางและเล็ก  กุ้งก้ามกราม  และปู  รวมทั้งแพลงตอนและผนังเซลล์ของเชื้อรา ผลิตภัณฑ์ของไคโตซานชนิดทานที่พบในท้องตลาดจะอยู่ไปรูปยาตอกเม็ดแคปซูลปลอกแข็ง  แคปซูลนิ่มเจลาติน  และบางครั้งพบอยู่ในรูปส่วนผสมของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอื่นๆ เพื่อวัตถุประสงค์ในการลดน้ำหนัก
แหล่งที่พบ ในธรรมชาติเราพบไคติน – ไคโตซาน มีปริมาณมากเป็นดับสองรองจากเซลลูโลส แต่ไม่พบเป็นโครง สร้างหลักเดี่ยวๆ ในสิ่งมีชีวิต โดยพบในรูปที่เป็นสารประกอบปะปนอยู่กับสารอื่นๆเช่น  อยู่ร่วมกับหินปูน หรือแคลเซียม และโปรตีน ในรูปสารประกอบเชิงซ้อน และแหล่งวัตถุดิบสําคัญของไคติน – ไคโตซาน ดังแสดงในตาราง
 

Tags : ไคโตซาน

9

แหล่งกำเนิดไคโตซาน 
ไคโตซาน (Chitosan) เป็นสารอนุพันธ์ที่ไม่ละลายน้ำของไคติน ซึ่งสามารถสกัดได้จากเปลือกของกุ้งขนาดกลางและเล็ก  กุ้งกร้ามกราม หรือปู
ไคติน[/url] [/i](Chitin) เป็นพอลิเมอร์ชีวภาพเกิดในธรรมชาติ จัดอยู่ในกลุ่มคาร์โบไฮเดรตผสม  ประกอบด้วยอนุพันธ์ของน้ำตาลกลูโคสที่มีธาตุไนโตรเจนอยู่ในโครงสร้างทำให้มีคุณสมบัติที่โดดเด่น และหลากหลาย ย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ ดังนั้นจึงเป็นสารที่มีความปลอดภัยในการใช้กับมนุษย์ สัตว์และสิ่งแวดล้อม สารไคติน-ไคโตซานนี้มีชนิดพิเศษในการนำมาใช้ดูดซับและจับตะกอนต่างๆ สารละลาย แล้วสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ซึ่งเป็นการหมุนเวียนตามระบบธรรมชาติ
โครงสร้างทางเคมีของสารไคติน  (Poly (1,4-2-acetamido-2-deoxy-β-D-glucosamine)) คล้ายคลึงกับเซลลูโลส คือ สารพอลิแซ็กคาไรด์ที่มีกลูโคสเป็นองค์ประกอบหลัก ไคตินที่เกิดในธรรมชาติมีโครงสร้างของผลึกที่แข๊งแรงมีการจัดตัวของรูปแบบของผลึกเป็น 3 คุณสมบัติได้แก่ แอลฟ่าไคติน, บีต้าไคติน, และแกมม่าไคติน ไคตินที่เกิดในเปลือกกุ้งและปู และส่วนใหญ่อยู่ในปลาหมึกพบว่าส่วยใหญ่เป็นบีต้าไคติน และซึ่งทั้งสองชนิดมีความแตกต่างในการจัดเรียงตัวของโครงสร้างตามธรรมชาติ โดยพลว่าแอลฟ่าไคตินมีคุณลักษณะของเสถียรภาพทางเคมีสูงกว่าบีต้าไคติน  ดังนั้นจึงมีโอกาสที่บีต้าไคตินสามารถจะเปลี่ยนแปลงรูปแบบไปเป็นแอลฟ่าไคตินได้ในสารละลายของกรดแก่ เช่น กรดเกลือ เป็นต้น  ส่วนแกมม่าไคตินเป็นโครงสร้างผสมระหว่างแอลฟ่าและบีต้าไคติน

ไคติน (Poly (1, 4-2- acetamido-2-deoxy-β-D-glucosamine)) ไคตินมีสูตรทางเคมีของโมโนเมอร์ คือ C₈  H₁₃  NO₅ ประกอบด้วย C  47.29%   H   6.45%  N 6.89%  และ O  39.37%  พบได้ในเปลือกของสัตว์  เช่น  กุ้ง  ปู  หมึก  แมลง ตัวไหม  หอยมุก  และผนังเซลล์ของพวกรา  ยีสต์ และจุลินทรีย์อีกหลายชนิด  ไคตินในธรรมชาติเป็นของแข็งอันยรูปในทางปฏิบัติไคตินละลายได้ในกรดอนินทรีย์  เช่น  กรดเกลือ  กรดกำมะถัน  และกรดฟอสฟอริกกรดฟอร์มิกที่ปราศจากน้ำ แต่ไม่ละลายในน้ำต่างเจือจาง แอลกอฮอล์  และตัวทำละลายอินทรีย์อื่นๆ โครงสร้างของไคตินแสดงไว้ในรู
ไคโตซาน คือ สารธรรมชาติชนิดหนึ่งที่มีในสัตว์กระดองแข็งและขาเป็นปล้อง เช่น เปลือกกุ้ง กั้ง และกระดองปู ซึ่งเมื่อนำมาสามารถสกัดแยกเอาแคลเซียม และโปรตีน และแร่ธาตุที่ไม่ต้องการออกไป ก็จะได้สารสำคัญที่มีโครงสร้างทางเคมีคล้ายเซลลูโลส เรียกว่า "ไคติน" (chi-tin) ไคโตซานถูกค้นพบในปี 1859 โดยศาสตราจารย์ C.Rouget
ไคโตซาน (Poly (1, 4-2- amino-2-deoxy-β-D-glucosamine))
            ไคโตซานเกิดจากปฏิกิริยาการกำจัดหมู่อะซีติล (Deacetylation) ของไคตินด้วยด่างเข้มข้น ทำให้โครงสร้างของไคตินบางส่วนเปลี่ยนแปลงไป โดยมีการเปลี่ยนหมู่ฟังก์ชันที่มีหมู่อะเซตามิโด (-NHCOCHᴣ)เปลี่ยนไปอยู่ในรูปของหมู่อะมิโน (-NH₂) ที่ตำแหน่งคาร์บอนตัวที่ 2 สมบัติทางกายภาพและทางเคมีของไคโตซานเป็นโพลิมเมอร์สายยาว มีประจุบวก เนื่องจากเกิดโปรโตเนตหมู่อะมิโน (ในรูป-NHᴣ⁺) ปกติไคโตซานละลายได้ดีในกรดอินทรีย์  เช่น กรดอะซีติกกรดโพรพาโนอิก กรดแลคติก เป็นต้น pKₐ ของไคโตซานขึ้นอยู่กับความหนาแน่นของโพลิเมอร์ขอบเขตของความสะเทินของประจุและค่าระดับการกำจัดหมู่อะซีติล (%DD) ที่มีเศษส่วนโมลเดียวกันกับคู่กรดที่ถูกสะเทิน pKₐ ของไคโตซานมีค่าอยู่ในช่วง 6.2 และ 6.8 สารละลายของไคโตซานมีความเหนียวใส มีพฤติกรรมแบบนอน – นิวโตเนียน (non-newtonian)
 
ไคโตซาน (chitosan) เป็นสารธรรมชาติที่รู้จักกันมานานกว่า ๑๐๐ ปีแล้ว แต่ไม่ได้มีการศึกษาเพื่อนำมาใช้ จนกระทั่งปี พ.ศ. ๒๕๑๘ ได้มีการรวมตัวกันของนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลก เพื่อค้นหา|วิจัย|หา|ค้นคว้า}เกี่ยวกับคุณสมบัติของสารตัวนี้ ซึ่งคุณสมบัติพื้นฐานของไคโตซาน ที่นักวิทยาศาสตร์ต่างค้นหา|วิจัย|หา|ค้นคว้า}ออกมาได้ผลตรงกัน คือ ไคโตซานเป็นสารที่มีประจุบวก จึงอาจดักจับไขมันต่างๆที่เป็นประจุลบได้ โดยมีการวิจัยใช้สารไคโตซานครั้งแรกในการบำบัดน้ำเสียแบบชีวภาพที่ประเทศญี่ปุ่น และซึ่งหลังจากนั้นไคโตซานก็ได้เข้าไปมีบทบาทในวงการอุตสาหกรรมหลายสาขา

 

Tags : ไคติน

10

การศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชของไคโตซาน
จากการค้นหาในหนู พบว่า ไคโตซานและไคติน และช่วยลดการเพิ่มของน้ำหนักได้ 143% และจากการค้นคว้าในคนอ้วน โดยให้กินไคโตซาน วันละ 3 กรัม เป็นเวลา 8 สัปดาห์ พบว่าช่วยลดการเพิ่มของน้ำหนักได้ 22%
ในปีค.ศ.2007 และมีการค้นพบเชิงระบาดวิทยากับประชากรกลุ่มใหญ่ เพื่อศึกษาการลดน้ำหนัก พบว่ากลุ่มที่กินไคโตซาน มีน้ำหนักลดลงอย่างมีนัยสำคัญเฉลี่ย 1.7 กิโลกรัม และเมื่อเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้ทานไคโตซาน
มีรายงานการใช้ไคโตซาน ในงานค้นหาลดน้ำหนักที่เมือง Helsinki ประเทศ Finland ในคน 100 คน น้ำหนักตัวเฉลี่ย 80 กิโลกรัมต่อคน พบว่าไคโตซาน สามารถลดปริมาณไขมันในร่างกายได้ถึง 8% และ ลดน้ำหนักเฉลี่ยได้ถึง 8 กิโลกรัม ต่อคน ภายใน 4 สัปดาห์ รวมทั้งลดความดันโลหิตลงด้วย
ที่จริงเรื่องของไคโตซานนี้ได้มีนักวิทยาศาสตร์ในประเทศต่างๆ  เช่น ยุโรป และอเมริกา ทำการค้นพบกันมากมาย แต่ศาสตราจารย์ ดร.ชิกิฮิโร่ ฮิราโน่ (Prof. Shigehiro Hirano) จากมหาวิทยาลัยโตเกียว เป็นนักเคมีชาวญี่ปุ่นที่ทำการศึกษาเรื่องไคตินไคโตซานอย่างจริงๆจังๆ มานานเกือบตลอดชีวิต กว่า ๒๐๐ งานค้นพบ เขาจึงได้รับการยกย่องให้เป็นบิดาแห่งไคโตซาน ดร.ฮิราโน่กล่าวว่า ถึงแม้เขาจะทำงานศึกษาเรื่องไคโตซานมามาก แต่สารธรรมชาติชนิดนี้ก็ยังเป็นสิ่งมหัศจรรย์สำหรับเขาอยู่เสมอ เพราะทุกๆครั้งที่ทำการศึกษา เขาก็จะพบคุณและประโยชน์ใหม่ๆของไคโตซานอยู่เรื่อยๆ ที่เป็นคุณสมบัติต่อมนุษย์ สัตว์ พืช และสิ่งแวดล้อม
ขนาดรับประทาน / ปริมาณที่ควรรับประทานไคโตซาน
ไคโตซาน ในรูปผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ช่วยลดความอ้วนได้ โดยขัดขวางการดูดซึมของไขมัน ในขณะที่ผ่านทางเดินอาหาร ไคโตซานจะช่วยดูดซับไขมันได้ 4-6 เท่าของน้ำหนักตัว ส่งผลให้ไขมันถูกขับออกจากร่างกาย ก่อนที่ร่างกายจะดูดซึมและเก็บไว้เป็นน้ำหนักส่วนเกิน
ขนาดทาน  ในขณะนี้ยังไม่มีการกำหนดขนาดรับประทาน  หรือปริมาณที่แนะนำต่อวัน (RDA) ของไคโตซานอย่างแน่นอน  แต่จากการค้นพบหลายกรณีชี้ให้เห็นว่าไคโตซาน 8 กรัม (ไคโตซานแคปซูล 250 มิลลิกรัมจำนวน 8 เม็ดต่อวัน  หรือขนาดแคปซูลละ 500 มิลลิกรัมจำนวน 4 เม็ดต่อวัน) อาจดูดซับไขมันได้ 10 กรัม  และกำจัดออกจากร่างกายไปกับของเสีย
งานศึกษาทางการแพทย์ พบว่าไคโตซาน  มีความปลอดภัยต่อมนุษย์สูง และ ไม่พบอันตรายจากการใช้  รวมทั้ง US Environmental Protection Agency ประเทศสหรัฐอเมริกา ก็ให้การรับรองว่า ปราศจากสารพิษ  และ สารที่ก่อให้เกิดมลภาวะ
ข้อแนะนำ / ข้อระวังในการใช้ไคโตซาน
ใช้ในผู้ที่แพ้อาหารทะเล เพราะเสมือนว่ากิน  อาหารทะเลเข้าไป จึงทำให้เกิดอาการในผู้ที่แพ้อาหารทะเล รวมทั้งเด็ก หญิงมีครรภ์ และหญิงให้นมบุตรก็ไม่ควรกิน  ไคโตซาน ไม่ควรใช้ในผู้ที่มีปัญหาการย่อยผิดปกติ
ไคโตซานจะดูดซับวิตามินที่ละลายในไขมันที่สำคัญอย่าง วิตามินเอ, วิตามินดี, วิตามินอี และวิตามินเค ไปด้วย จึงควรรับประทาน เฉพาะช่วงเวลาที่จำเป็น และไม่ควรรับประทาน  ต่อเนื่องกันนานเกินกว่า 2 สัปดาห์ และหากคุณกิน  ไคโตซาน จึงควรรับประทาน  อาหารที่มีวิตามินที่ละลายในไขมัน และกรดไขมันที่จำเป็นเพิ่มขึ้นด้วย
 

Tags : ไคโตซาน,ไคติน

11

ประโยชน์ / สรรพคุณของถั่วขาว
ถั่วขาว มีคุณค่าทางโภชนาการอาหารที่จำเป็น เช่น คาร์โบไฮเดรต วิตามิน เเละมีกากและเส้นใยอาหารและมีสารช่วยยับยั้งการทำงานของเอนไซม์แอลฟ่า-อะไมเลส เเละทำให้ลดการสะสมแป้งในร่างกาย การใช้ประโยชน์ของถั่วขาว ได้ถูกนำมาแปรรูปทางด้านอุตสาหกรรมและอาหารพร้อมบริโภคต่างๆ หลากหลาย เช่น ถั่วขาวในกาแฟและโกโก้ ซุปครีมถั่วขาว ถั่วขาวผสมคอลลาเจน ถั่วขาวในซอสมะเขือเทศ หรือจะเป็นเมล็ดแห้งก็พบเช่นกัน
จากการวิเคราะห์ cooked bean ในประเทศกัวเตมาลา พบว่า มีโปรตีน 24.9 % ไขมัน 0.7% และเส้นใย 2.8%  คุณสมบัติที่นิยมและโดดเด่นที่สุดสำหรับถั่วขาวสกัด คือการเป็นอาหารเสริมลดน้ำหนักที่มีประสิทธิภาพ ถั่วขาวขึ้นชื่อว่าเป็น ตัวบล็อคแป้ง (Starch Blocker) มีจุดเด่นในการช่วยให้ร่างกายลดการดูดซึมสารอาหารลักษณะแป้งได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เเละจึงส่งผลให้แป้งถูกเปลี่ยนเป็นน้ำตาลและถูกเก็บเป็นไขมันน้อยลง  เเละเมื่อร่างกายไม่ได้รับพลังงานจากแป้งส่วนหนึ่ง ทำให้ขาดพลังงานได้ ร่างกายจึงเข้าไปดึงไขมันที่สะสมอยู่มาเผาผลาญเปลี่ยนเป็นพลังงานแทน จึงทำให้ไขมันสะสมในร่างกายของเราลดน้อยลงนั่นเอง
ธรรมชาติของร่ายกาย เมื่อกินอาหารจากพวก แป้ง,ข้าว เข้าไป ร่างกายจะหลั่งสารL-amylaseมาย่อย Carbohydrate ให้เป็นหน่วยโมเลกุลเล็ก ๆ คือ น้ำตาล Glucose จากนั้นร่างกายจะเปลี่ยนน้ำตาลGlucose ให้เป็นพลังงาน (Energy) เพื่อนำมาใช้ในกิจกรรมของร่างกายหากกินแป้งมากกินไปเสมือนหนึ่งมีน้ำตาล Glucose มากเกินความต้องการของร่างกาย น้ำตาล Glucose ส่วนเกิน จะไปเป็นไขมัน สะสมใช้เป็นแหล่งพลังงานสำรองของร่างกายต่อไป ไขมันสะสมทำให้เราอ้วน  และน้ำหนักมากเกินไป
 
White kidney bean หรือสารสกัดจากถั่วขาว ทำหน้าที่ ยับยั้งการทำงานของ เอนไซม์ L-amylase ได้ถึงกว่า 50% ซึ่ง นั่นหมายความว่า หากเรากินอาหารจำพวกแป้งเข้าไป 1 จาน แต่ร่างกายเพียงสามารถเปลี่ยนแป้งให้เป็น Glucose และมีโอกาสที่จะเปลี่ยนต่อไปเป็นไขมัน ได้เพียงครึ่งจานเท่านั้น ส่วนอีกหนึ่งจานจะอยู่ในรูป Carbohydrate ที่ไม่ดูดซึม แล้วขับถ่ายออกมาในรูปของเส้นใย (Fiber) แทน
 
 
ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้สมดุล ฟื้นฟูในผู้ป่วยโรคเบาหวาน และลดความเสี่ยงของการเป็นโรคเบาหวานและโรคแทรกซ้อนของเบาหวาน ช่วยระบบขับถ่าย แก้ปัญหาท้องผูก เนื่องจากในถั่วขาวมีใยอาหารในชนิดมาก เเละถั่วขาวอุดมไปด้วยโปรตีนที่มีคุณสมบัติช่วยสร้างและซ่อมแซมเซลล์ เเละช่วยฟื้นฟูเซลล์และอวัยวะที่เสื่อมสภาพ
 

ถิ่นกำเนิด ของถั่วขาว
ถั่วขาว (White Kidneys Beans) เป็นถั่วที่ชาว แอชเทกส์ (Aztecs) นำเข้ามาเพาะในอเมริกากลางลักษณะคล้ายกับถั่วฝักยาว และ ถั่วบอร์ลอตติ (Borlotti bean) มีต้นกำเนิดในพื้นที่สูง ในแถบประเทศเม็กซิโก กัวเตมาลา หลังการ ค้นพบทวีปอเมริกาได้กระจายเข้าสู่ทวีปยุโรปและทวีปอื่นๆต้องการอากาศหนาวเย็นในช่วงการเจริญเติบโต ส่วนในประเทศไทยมีการขยายพันธู์ ถั่วขาวในพื้นที่โครงการหลวง ได้แก่ พันธุ์ปางตะ 2 ที่สามารถเพาะปลูก ได้ดีและให้ผลผลิตสูง
ลักษณะทั่วไปถั่วขาว
ถั่วขาวมีประเภททางพฤกษศาสตร์เหมือนถั่วแดงหลวง และถั่วแขก กล่าวคือ เป็นพืชล้มลุกฤดูเดียวทรงต้นเป็นพุ่มเตี้ย และทอดยอดเป็นบางพันธุ์ ใบเป็นชุดประกอบด้วยใบย่อย 3 ใบ ลักษณะของใบย่อยอาจกว้างหรือแคบขึ้นอยู่กับพันธุ์มีระบบรากแก้วหยั่งลึกลงดิน ดอกออกเป็นช่อ มีลักษณะเช่นเดียวกับดอกถั่วทั่วๆ ไป โดยธรรมชาติเป็นพืชผสมตัวเอง ภายหลังการผสมพันธุ์ฝักจะเจริญออกมายาว ฝักอาจกลมหรือแบนประกอบด้วยเมล็ดหลายเมล็ด เมล็ดมีสีขาว ประเภทกลมมีขนาดเล็กกว่าเมล็ดถั่วแดงหลวง ถั่วขาวมีจำนวนโครโมโซม 22 โครโมโซม(2n=2x=22) เท่ากันกับถั่วแดงหลวงและถั่วแขก
ถั่วขาวในประเทศไทยจัดเป็นพืชที่นำเข้าจากต่างประเทศตามถิ่นกำเนิดของพืช ความเหมาะสมของพื้นที่ที่ใช้ปลูกในประเทศไทยจึงอยู่ในเขตบนที่สูงที่มีอากาศเย็นที่ระดับความสูงประมาณ 800 - 1,500 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล อุณหภูมิในช่วงการเจริญเติบโตควรอยู่ระหว่าง18.3 - 23.9 องศาเซลเซียส อากาศร้อนกว่า 24 องศาเซลเซียส คุณสมบัติทำให้การผสมเกสรไม่ดีดอกร่วง อากาศเย็นและชื้น ฝนชุกก็จะทำให้การเติบโตไม่ดี และไม่ทนต่อการเกิดน้ำค้างแข็ง
การขยายพันธุ์ของถั่วขาว
การปลูกถั่วขาว ดินที่ปลูกควรมีความอุดมสมบูรณ์และมีการระบายน้ำได้ดีไม่เป็นกรดจัด ดินที่ใช้ขยายพันธู์ได้ผลผลิตดีควรมีระดับความเป็นกรด (pH) 6.5 - 6.8 ระยะเพาะปลูกระหว่างหลุม และระหว่างแถวควรจะอยู่ประมาณ25×50 เซนติเมตร ใช้เมล็ดพันธุ์ดีประมาณ 10 กิโลกรัมไร่โดยหยอดหลุมละ 4 - 5 เมล็ด
โครงการค้นคว้าและพัฒนาถั่วที่สูง มูลนิธิโครงการหลวงได้นำถั่วขาวมาพัฒนาและค้นหาพันธุ์ที่เหมาะสมในการเพาะพันธ์บนที่สูง เพื่อทดแทนการเพาะปลูกฝิ่น โดยทดลองเพาะสถานีเกษตรหลวงปางดะและศูนย์พัฒนาโครงการหลวงหนองเขียวระหว่างปี 2541 – 2547  พันธุ์ถั่วขาวที่ค้นหาได้แก่ พันธุ์ปางดะ 1 ปางดะ 2 ปางดะ 3 และ ปางดะ 4 จากการค้นคว้า พบว่า ผลผลิตเฉลี่ยของทั้ง 5 ฤดูเพาะพันธ์ของถั่วขาวแต่ละพันธุ์แตกต่างกันระหว่างพันธุ์ ถั่วขาวพันธุ์ปางดะ 1 ให้ผลผลิตเฉลี่ยสูงสุด 238.6 กก.ต่อไร่รองลงมาคือสายพันธุ์ปางดะ 2 ปางดะ 4 และปางดะ 3แต่ละพันธุ์มีอายุเก็บเกี่ยวเฉลี่ยทั้ง 5 ฤดูปลูก 67-82 วันโดยที่พันธุ์ปางดะ 4 มีอายุเก็บเกี่ยวนานที่สุด รองลงมาได้แก่พันธุ์ปางดะ 1 2 และ3 แต่ในปัจจุบันพันธุ์ที่ส่งเสริมให้เกษตรกรเพาะคือ ปางดะ 2 และฤดูเพาะปลูกที่เหมาะสมอยู่ในช่วงเดือนสิงหาคม ถึงเดือนธันวาคม
สารสกัดที่ได้จากการสกัดเมล็ดถั่วขาว
การนำเมล็ดถั่วขาวมาสกัดด้วยน้ำพบสาร ฟาซิโอลามิน(Phaseolamin) ในส่วนของโปรตีน ที่ช่วยยับยั้งการทำงานของเอนไซม์แอลฟา-อะไมเลส(alpha-amylase) ซึ่งมีหน้าที่ย่อยแป้งดิบและแป้งสุกที่ลำไส้เล็ก และทำให้อาหารประเภทแป้งที่เราบริโภคเข้าไปไม่เปลี่ยนสภาพเป็นน้ำตาลทั้งหมด  โดยสารฟาซิโอลามินในถั่วขาว เเละมีฤทธิ์ยับยั้งกระบวนการย่อยแป้งเป็นน้ำตาบถึง 66% แป้งที่เรารับประทานเข้าไปจึงไม่ถูกดูดซึมสู่ร่างกายทั้งหมด การสะสมของไขมันที่เกิดจากการเปลี่ยนรูปของน้ำตาลจึงลดลงด้วย เเละเมื่อร่างกายได้รับพลังงานลดลงจึงดึงเอาไขมันเก่าที่สะสมไว้มาเผาผลาญทำให้ไขมันในร่างกายลดลงด้วย

Tags : สารสกัดจากถั่วขาว

12

สรรพคุณของเจียวกู่หลาน 
สรรพคุณยาจีน  แพทย์แผนจีนใช้ส่วนเหนือดินหรือใบเจียวกู่หลานเป็นยาแก้อักเสบ  แก้ไอ  ขับเสมหะ และแก้หลอดลมอักเสบชนิดเรื้อรัง  ชาชงเจียวกู่หลานใช้ช่วยรักษาร่างกาย แก้อาการอ่อนเพลีย  ช่วยให้เจริญอาหาร  ช่วยให้นอนหลับ  และช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน จีนตอนใต้แถบยูนานไปจนถึงไต้หวันรู้จักเจียวกู่หลานมาเนิ่นนาน  โดยถือเป็นยาอายุวัฒนะ
สรรพคุณยาไทย  ยาพื้นบ้านของขาวเขาเผ่ามูเซอ  ใช้บริเวณต้นเป็นยาพอกเยียวยา  รักษากระดูกและอาการปวดกระดูก  เจ็บในข้อมือ  ข้อเท้า  และอาการฟกช้ำดำเขียว  ชาวเขาพวกจีนฮ่อใช้ใบกิ่งและลำต้นเจียวกู่หลานมาคั่วทำเป็นชาสำหรับกิน     เป็นยาบำรุงกำลัง  ยาพื้นบ้านของชาวเขาเผ่าลาฮู (lahu) ใช้ทั้งต้นเป็นยาพอกเยียวยาแผล  บำรุง อาการกระดูกและอาการเจ็บกระดูก มีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด  ฤทธิ์ต้านเซลล์มะเร็ง. ต้านอักเสบ  ป้องกันการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร
คุณประโยชน์ของเจียวกู่หลาน

  • ช่วยลดโคเลสเตอรรอลชนิด LDL และ เยียวยา สมดุลในการเกิดของไขมัน HDL จึงลดสาเหตุที่ทำให้เกิดการอุดตันที่หลอดเลือดหัวใจ ลดความเสี่ยงหัวใจวายเฉียบพลัน ช่วยทำให้เกิดกระบวนการเผาผลาญไขมันได้ดี จึงลดไขมัน ไม่ให้สะสมตามผนังหลอดเลือด เนื่องจากในตัวของเจียวกู่หลานมีใยธรรมชาติที่สามารถจะดูดซับไขมันแล้วขับถ่ายออกไปจากร่างกายได้
  • ช่วยปรับความสมดุลของระบบความดันโลหิต เช่น  ช่วยปรับการทำงานของหัวใจในสภาวะเกิดระดับความดันโลหิตต่ำ  และยังบำรุงการขยายตัวของหลอดเลือด เช่น ช่วยปรับการทำงานของหัวใจในสภาวะเกิดระดับความดันโบหิตต่ำ  และยังช่วยการขยายตัวของหลอดเลือดเมื่อร่างการมีความดันโลหิตสูง ช่วยเพิ่มความสัมพันธ์ของการทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจ และการเต้นของหัวใจ  รวมทั้งป้องกันการเกิดภาวะอุดตันของหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมองได้
  • เจียวกู่หลานช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด และยังสามารถช่วยลดน้ำตาลในเลือดได้ โดยไปกระตุ้นให้ตับอ่อนหลั่งสารอินซูลิน  และยังยั้งการดูดซึมกลูโคสในทางเดินอาหาร
  • ช่วยชะลอความเสื่อมโทรมของเซลล์ในร่างกาย เนื่องจากมี Flavonoids, Glycoside ที่มีสรรพคุณในการต้านการเกิดอนุมูลอิสระ
  • ช่วยต้านการอักเสบ แก้ปวด ปวดศีรษะไมเกรน  ขับเสมหะ  แก้ไอ
  • ช่วยสร้างระบบภูมิคุ้มกัน และลดอาการแพ้
  • เยียวยาแผลในกระเพาะอาหาร
  • ยับยั้งการเติบโตของเนื้องอกและมะเร็ง
  • ช่วยการทำงานของระบบกล้ามเนื้อหัวใจและระบบการไหลเวียนของโลหิต
  • เพิ่มความแข็งแกร่งให้กับเซลล์ เสริมสร้างเซลล์ไขกระดูกและเม็ดเลือดขาว
  • ช่วยลดอาการผมหงอก ผมร่วง
  • ช่วยเพิ่มปริมาณเชื้ออสุจิ
  • มีการค้นหาและวิจัยและศึกษาจากสถาบันวิจัยสมุนไพร กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์  ว่ามีฤทธิ์ยับยั้ง gnzyme  HIV  protease   ทำให้เชื้อไวรัส HIV ไม่เพิ่มจำนวนขึ้น
  • มีฤทธิ์ในการลดภาวการณ์เกิดพิษเรื้อรังที่ตับ และลดการเกิด fibrosis โดยพบว่า Gypenoside ในเจียวกู่หลานจะลดการเพิ่มขึ้นของ SGOT และ SGPT  ได้สามารถป้องกัน biomembrane จากการเกิด oxidationinjury  ได้
  • ช่วยในการเพิ่มประสิทธิภาพต่อการสั่งงานของสมอง ช่วยลดปัญหาความจำเสื่อมได้
  • ช่วยในการบำรุงสายตา


มีสารช่วยบำรุงร่างกาย
 
 
 
 
องค์ประกอบทางเคมีของเจียวกู่หลาน Gypenoside Flavonoids ส่วนประกอบอื่นๆ ที่พบได้เช่นเดียวกับที่พบในโสม 6 ชนิด และใกลเคียงกันกับที่พบในโสมอีกหลายชนิด เช่น Glycoside, Saponin เป็นต้น แร่ธาตุต่างๆ เช่น ซีลีเนียม แมงกานีส  ทองแดง  เจอมาเนียม เหล็ก แมกนีเซียม โซเดียม  โพแทสเซียม  ซิงค์  แคลเซียม   กรดอะมิโน เช่น Arginine, Cystine, Flycine, Lysine, Phenylanine เป็นต้น  โปรตีน  คาร์โบไฮเดรต  และไขมัน
องค์ประกอบทางเคมีของเจียวกู่หลาน Gypenoside  Flavonoids ส่วนประกอบอื่นๆ ที่พบได้เช่นเดียวกับที่พบในโสม 6 ชนิด และเหมือนกันกับที่พบในโสมอีกหลายชนิด เช่น Glycoside, Saponin เป็นต้น แร่ธาตุต่างๆ เช่น ซีลีเนียม แมงกานีส  ทองแดง  เจอมาเนียม เหล็ก แมกนีเซียม โซเดียม  โพแทสเซียม  ซิงค์  แคลเซียม   กรดอะมิโน เช่น Arginine, Cystine, Flycine, Lysine, Phenylanine เป็นต้น  โปรตีน  คาร์โบไฮเดรต  และไขมัน
 
 
 

13

รูปแบบขนาดวิธีการใช้ของเจียวกู่หลาน
  รูปแบบการใช้เจียวกู่หลานนั้น สามารถใช้ได้ตามตำรับยาต่างๆ ได้ และในปัจจุบันมีการสกัดสารและทำในรูปแบบยาแผนปัจจุบันและชาชงกันอย่างแพร่หลาย และมีขนาดการใช้แตกต่างกันไปในแต่ละบริษัท ขนาดที่ใช้เป็นยาอายุวัฒนะชะลอความแก่ ยังให้ใช้ยาเจียวกู่หลานแห้งบดเป็นผงใส่ในแคปซูล  ให้ทานครั้งละไม่เกิน 3 กรัม  ตามตำรับยาไทยโบราณ  ใช้เข้ากับตำรายาตามต้องการ
ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของเจียวกู่หลาน   
·        Dr Osama Tanaka แห่งคณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮิโรชิมา  ได้ทำการค้นคว้าจนพบว่า เจียวกู่หลานมีสาร Saponins ที่มีโครงสร้างโมเลกุลเหมือนกับโสม ต่อมา Dr Tsunematsu Takemoto ผู้เชี่ยวชาญด้านสมุนไพรที่หาประโยชน์ของเจียวกู่หลานมากกว่า 10 ปี ได้พบว่าเจียวกู่หลานมีสาร Saponins อยู่มากถึง 82 ชนิด  หรือที่เรียกว่า Gypenosides และเจียวกู่หลานยังเป็นสมุนไพรที่ใช้เป็นยาได้เหมือนกับโสมแต่ดีกว่าโสม  เนื่องจากโสมมีสาร Saponins ที่เรียกว่า Gypenosides อยู่เพียง 28 ชนิด ในขณะที่เจียวกู่หลานนั้นมี Gypenosides อยู่ถึง 82 ชนิด และสาร Gypenosides ที่พบในเจียวกู่หลานจะมีอยู่ 4 ชนิดที่เหมือนกับโสม และมีอีก 17 ชนิด ที่มีคุณสมบัติคล้ายกับโสม นอกจากนี้ยังมีปริมาณของGypenosides ที่มีอยู่ในเจียวกู่หลานก็ยังมีมากกว่าและมีคุณลักษณะทางยาที่ดีกว่า Gypenosides
ที่พบได้ในโสม  อีกทั้งเจียวกู่หลานยังไม่มีพิษและไม่มีอาการแพ้ที่เกิดขึ้นจากการบริโภคอีกด้วย
·        LIM และคณะ ได้ทำการทดลองนำเจียวกู่หลานแห้งไปสกัดด้วยน้ำ จากนั้นนำไปทดสอบฤทธิ์ต้านการอักเสบในหนูขาวทดลอง พบว่าอาจต้านการอักเสบลดอาการบวมของอุ้งเท้าหนูได้
·        การให้สารสกัดด้วยน้ำจากส่วนที่อยู่เหนือดินของต้นเจียวกู่หลาน ในขนาด 1 กรัม ต่อกิโลกรัม (คิดตามน้ำหนักของเจียวกู่หลานที่นำมาสกัด) แก่หนูขาวทดลองโดยการฉีดเข้าทางช่องท้อง พบว่าอาจป้องกันตับจากการเกิดสารพิษจาก CCI และยังมีรายงานว่า Gypenosides มีฤทธิ์ในการรักษาภาวะ การเกิดพิษเรื้อรังที่ตับ ซึ่งถูกเหนี่ยวนำด้วย CCI4 และลดการเกิด Fibrosis ด้วย โดยพบว่า Gypenosides จะลดการเพิ่มของ SGOT, SGPT activities ในหนูขาว ซึ่งตับถูกทำลายด้วย CCI4 เป็นเวลานานถึง 8 สัปดาห์ และยังทำให้{ปริมาณ|จำนวน|คุณภาพ|ของคอลลาเจนลดลง 33%
การศึกษาทางพิษวิทยาของเจียวกู่หลาน    ความเป็นพิษได้ทำการทดลองความเป็นพิษกับหนูขาว โดยให้กินสารสกัดปัญจขันธ์ในขนาด 6, 30 , 150 และ 750 มก./กก./วัน  นาน 6 เดือน ไม่พบอาการผิดปกติใดๆ ค่าชีวเคมีในเลือดปกติ อวัยวะภายในเป็นปกติ ไม่พบพิษหรือผลข้างเคียงใดๆ และมีการทดลองความเป็นพิษกับคน โดยรับประทานสารสกัดเจียวกู่หลาน(ปัญจขันธ์)แคปซูลประกอบด้วยสาร Gypenoside 40 มก./แคปซูล ครั้งละ 2 เม็ดหลังอาหารเช้า – เย็น ติดต่อกันนาน 2 เดือน พบว่า ไม่พบอาการผิดปกติใดๆ ในอาสาสมัคร ดังนั้น การศึกษาความเป็นพิษของปัญจขันธ์ สามารถสรุปได้ว่าค่อนช้างปลอดภัย เพราะไม่พบสารพิษและอาการข้างเคียง แต่อย่างไรก็ตามควรมีค้นหาทางคลินิกเพิ่มเติม
ข้อควรแนะนำ  ข้อควรระวังของเจียวกู่หลาน
            จากจดหมายข่าวผลิตใบของกรมวิชาการเกษตร ได้เขียนถึงการดื่มชาเจียวกู่หลานไว้ว่า ห้ามดื่มติดต่อกันเกิน 7 วัน เมื่อดื่มครบ 7 วันแล้ว ก็ให้หยุดกินประมาณ 1 – 2 วัน แล้วค่อยเริ่มต้นดื่มใหม่  และถ้าหากมีอาการผิดปกติ เช่น ปวดศีรษะ  มึนงง  ตาพร่าลาย ก็ให้หยุดกินช่นกัน  ส่วนขนาดที่รับประทานนั้นให้ดูที่ฉลาก และสามารถชงซ้ำได้ 1 – 2 รอบ ขึ้นอยู่กับปริมาณที่ใส่ลงไปหรือจนกว่าน้ำชาและเจือจางลง  เมื่อใช้เสร็จแล้วก็อย่าลืมปิดซองให้สนิท หรือจะใส่ในภาชนะอื่นที่เป็นภาชนะสุญญากาศก็ได้  (ห้ามเก็บในตู้เย็น  เพราะในชาอาจขึ้นราได้) สตรีมีครรภ์ควรงดทาน 1 เดือน ก่อนคลอด และ ให้นมบุตร  ผู้ที่ฟอกไต คนผอมแห้งไม่ควรกินชาเจียวกู่หลาน
 

หน้า: [1]